ชุดการเรียนการสอน (module)...

Post on 30-Oct-2019

4 Views

Category:

Documents

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

ชดการเรยนการสอน (Module)

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ

กองกษาปณ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕-๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอ

เครองประดบอญมณพนฐาน

งานพฒนาหลกสตรการเรยนการสอน ฝายวชาการ กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง

คานา

ตามท กระทรวงศกษาธการ และสานกงานคณะกรรมการการอาชวศกษากาหนดใหสถานศกษาในสงกดจดการเรยนการสอน โดยจดทาหลกสตรใหตรงกบความตองการของผเรยน สถานประกอบการ ตลาดแรงงาน ในลกษณะหลกสตรแบบฐานสมรรถนะ ทงหลกสตรปกต ทวภาค ระยะสน และหลกสตร เทยบโอนความรและประสบการณ กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวงไดรบการประสานงานกรมธนารกษ ดาเนน โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน” เปนหลกสตรระยะสน รวม 2 หลกสตร แตละหลกสตรมชดการสอน บทเรยนสาเรจรป เพอใชในการเรยนการสอน

ในการน ไดรบความรวมมอการจดทาชดสอนจากคณะผบรหาร คณะคร-อาจารย สถานประกอบการและภมปญญาทองถน ทาใหการจดทาหลกสตรและชดการสอนสาเรจลลวงไปดวยด ขอขอบคณผมสวนรวมในการดาเนนการทกทานเปนอยางสงไว ณ ทน

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง มกราคม ๒๕๕๔

สารบญ เรอง หนา คานา ก

สาขาวชา ง คาอธบายรายวชา ๑

ตารางวเคราะหจดประสงคการเรยนร ๓

โครงการสอน ๔

แบบทดสอบกอนเรยน ๙

ใบความรท ๑ ความรทวไปเกยวกบกระบวนการหลอตวเรอนเครองประดบ ๑๑

ใบความรท ๒ ความรทวไปเกยวกบโลหะ ๑๒

ใบความรท ๓ ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ ๑๔

ใบความรท ๔ ความรทวไปเกยวกบการตดทางเดนนาโลหะ ๒๐

ใบความรท ๕ การทาแมพมพยาง ๒๑

ใบความรท ๖ การฉดเทยนและแตงเทยน ๒๙

ใบความรท ๗ การตดตนเทยนและคานวณนาหนก ๓๒

ใบความรท ๘ การหลอเบาปนและอบเบาปน ๓๖

ใบความรท ๙ การหลอโลหะ ๔๑

ใบความรท ๑๐ การลางปน ๔๔

ใบความรท ๑๑ การตดตนชอและขดแตงชนงาน ๔๕

ใบความรท ๑๒ การตรวจสอบนาหนก ,ปญหาและวธแกไขในการหลอ ๔๗

ใบงานท ๑ การตรวจสอบชนงาน ๔๘

ใบงานท ๒ การทาพมพยาง ๔๙

ใบงานท ๓ การฉดเทยนและตดตนเทยน ๕๐

ใบงานท ๔ การฉดเทยนและตดตนเทยน ๕๑

ใบงานท ๕ การคานวณนาหนกโลหะ ๕๒

ใบงานท ๖ การหลอโลหะ และฉดลางเบาปน ๕๓

แบบประเมนผลใบงานท ๑ ๕๔

แบบประเมนผลใบงานท ๒ ๕๕

แบบประเมนผลใบงานท ๓ ๕๖

แบบประเมนผลใบงานท ๔ ๕๗

แบบประเมนผลใบงานท ๕ ๕๘

แบบประเมนผลใบงานท ๖ ๕๙

แบบทดสอบหลงเรยน ๖๐

แบบประเมนผลการทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน ๖๒

แบบประเมนผลการเรยน ๖๓

ภาคผนวก

- รหสรายวชาหลกสตรวชาชพระยะสน ปการศกษา ๑๕๔๘

สารบญ

เรอง หนา - ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

- คาสง

- คณะผจดทา

ประเภทวชาศลปกรรม

สาขาวชาเครองประดบอญมณ

สาขางานเครองประดบอญมณ

คาธบายรายวชา

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร

“การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘

ชวโมง

จดประสงครายวชา

๑. มความร ความเขาใจ วธการแยก การหลอม การหล อโลหะ และรปพรรณ เทคนค การลดความสญเปลา ของวสด

๒. มทกษะในการหลอม และหลอแบบรปพรรณดวยความระมดระวง มความปลอดภยในการปฏบตงาน

๓. มกจนสยทด และมความซอสตย ในการทางาน

มาตรฐานรายวชา

๑. มความร เขาใจหลกการหล อเครองประดบตางๆ

๒. สามารถปฏบตงานหล อเครองประดบตามกระบวนการ และการใชเครองมอต างๆ ในการหลอเครองประดบไดอยางประณตและสวยงาม

คาอธบายรายวชา ศกษากระบวนการแยกโลหะ อโลหะกอนหลอม ดวยนายาและสารเคมตามคณสมบตของวสดการหลอมเงน ทอง และกระบวนการหลอเครองประดบโดยวธการหลอเหวยงหนศนยกลาง การคานวณปนและนาหนกโลหะทใชหลอ อณหภมและอลลอยของโลหะมคาทใชในการหลอ

การคดเลอกตนแบบ การทาแมพมพยาง การฉดเทยน การตกแตงเทยน การตดตนเทยน การหลอแมพมพปน การหลอเครองประดบ การตกแตงผวงานหลอ

ปฏบต การหลอมและหลอรปแบบเครองประดบอญมณ หลอชนงานงานชางทองงานรปพรรณสมยนยม ตามกระบวนการและขนตอน

กาหนดตวงาน การอดพมพยาง จานวน ๔ บลอก / ๑ คน

การหลอชนงาน ยอดมงกฎ

วธการและเทคนค ๑. การอดพมพยาง

- ประเภท / คณสมบตของพมพยาง

- เครองอดพมพยาง และวธการใชงาน

- วธการและเทคนคการอดพมพยาง

๒. การผาพมพยาง - เครองมอ / อปกรณ

- วธการและเทคนคการผาพมพยาง ๓. การฉดเทยน

- ชนดและคณสมบตของเทยน(Wax) - เครองฉดเทยน : ประเภท วธการใช

- วธการและเทคนคการฉดเทยน

๔. การแตงเทยน

- ตรวจสอบรปทรง / รปแบบ และขนาดของชนงานเทยน

- วธการและเทคนคการแตชนงานเทยน

๕. การตดตนเทยน

- ประเภท และคณลกษณะของตนเทยน

- วธการและเทคนคการตดตนเทยน

๖. การคานวณนาหนกตนเทยน(ตนชอ) - การชงนาหนก สวนฐานของตนเทยน

- การชงนาหนกรวมของตนเทยน

- การคานวณนาหนกของโลหะ

๗. การผสมปน - การอบปน

- ชนดและคณสมบตของปน

- การผสมปน

- วธการและขนตอนการอบปน

๘. การอบเทยน(การนงเทยน) - วธการและขนตอนการอบเทยน

๙. การหลอโลหะ

- วธการและขนตอนการหลอ

- การลางชนงานหลอ

๑๐. การขดแตงชนงาน

- การตดตนชอโลหะ

- การขดแตงผวชนงาน

วทยากร นาย รงวทย เตมพทยาเวช

ผจดทาเอกสาร นาย จกรพล เรบานเกาะ

ระยะเวลา ๑๐๘ ชวโมง เวลา ๖ ชวโมง / ๑ วน

การประเมนผล ๑. ประเมนผลตามสภาพจรง ๒. ชนงานทหลอสาเรจ

ตารางวเคราะหจดประสงคการเรยนร

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘

ชวโมง

จดประสงคการสอน /

หวขอเรองททาการสอน

ทกษะพสย (50 %)

พทธพสย (20%)

จตพสย (30%)

เวลา (ชวโมง)

๑. ความรทวไปเกยวกบกระบวนการหลอตวเรอนเครองประดบและเครองมอ อปกรณทใชในงานหลอ

√ √ ๒

๒. ปฏบตการทดสอบ √ √ √ ๒๒

๓. ปฏบตการทาแมพมพยาง √ √ √ ๑๒

๔. ปฏบตการฉดเทยนแตงเทยน √ √ √ ๑๒

๕. ปฏบตการแตงชนงานเทยน √ √ √ ๖

๖. ปฏบตการตดตนเทยนและคานวณนาหนก √ √ √ ๑๒

๗. ปฏบตการหลอเบาปน และอบเบาปน √ √ √ ๑๒

๘. ปฏบตการหลอม และหลอโลหะ √ √ √ ๖

๙. ปฏบตการลางปนและตดตนชอ √ √ √ ๖

๑๐. ศกษาดงานและทดสอบหลงเรยน √ √ √ ๑๘

รวม ๑๐๘

โครงการสอน

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

สปดาห

วน รายการสอน สอ – อปกรณ / การประเมนผล

๑ ชวโมง ทดสอบกอนเรยน แบบทดสอบขอเขยน

๒ ชวโมง หนวยการเรยนรท 1 ความรทวไปเกยวกบงานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ใบความรท 1

ใบความรท 2

ทฤษฏ **ทดสอบปฏบต**

- พฒนาการของงานหลอมหลอเครองประดบ

- การหลอเครองประดบแบบแทนทเทยน

- ขนตอนโดยรวมของกระบวนผลตเครองประดบ

- โลหะทใชทาตวเรอนเครองประดบ

- สรปคณสมบตทสาคญของโลหะทใชทาเครองประดบ

หนวยการเรยนท 2 เครองมอ อปกรณทใชในงานหลอ ใบความรท 3

- ชนด และชอเรยก

- คณสมบต และการใชงาน

- การดแลรกษา

หนวยการเรยนท 3 การขนรปแบบแมพมพ ใบความรท 4

ทฤษฏ ใบงานท 1

- ขนาดของทางเดนนาทเหมาะสมกบชนงานแตละ

ประเภท แตละแบบ

- การเลอกจดทจะตดทางเดนนาโลหะ

- การทาขดแตง และทาความสะอาดชนงานตนแบบ

- การขนรปแมพมพ

๓ ชวโมง หนวยการเรยนรท 4 การทาแมพมพยาง ทฤษฏ

ใบความรท 5

ใบงานท 2

- การอดพมพยาง **ทดสอบปฏบต**

- การอบพมพยาง

- การเตรยมเครองมอ – อปกรณ

- ความปลอดภยในการทางาน

- การผาพมพยาง

- การผาพมพยางแบบธรรมดา

- การผาพมพยางแบบดงไส

ปฏบต

- ทาการอดพมพยาง คนละ 2 แมพมพ

- ทาการผาพมพยาง คนละ 2 แมพมพ

6 ชวโมง หนวยการเรยนรท 5 การฉดเทยนแตงเทยน ใบความรท 6

ทฤษฏ ใบงานท 3

- การตง และปรบอณหภมเครองฉดเทยน **ทดสอบปฏบต**

สปดาห

วน

รายการสอน

สอ – อปกรณ / การประเมนผล

- การตง และการปรบแรงดนลม

- การเตรยมวสด – อปกรณ

- การฉดเทยน

ปฏบต

- ทาการฉดเทยนใหมจานวน มากเกนทจะใชในการขนตนชอ คนละ 1 ชอ (100 ชน)

หนวยการเรยนรท 5 การแตงชนงานเทยน (ตอ) ใบความรท 6

- เครองมอ – เครองใชในการแตงเทยน ใบงานท 3

- วธการแตงชนงานเทยน

- วธการเลอกชนงานเทยนทจะแตง

ปฏบต

- ทาการแตงเทยนใหมจานวน มากเกนทจะใชในการขนตนชอ คนละ 1 ชอ (100 ชน)

3 ชวโมง หนวยการเรยนรท 6 การตดตนเทยนและคานวณนาหนก

ทฤษฏ

ใบความรท 7

ใบงานท 3

ใบงานท 5

- ศกษารแบบการตดตนเทยน **ทดสอบปฏบต**

- วธการตดตนเทยน

- การตดตนเทยน

- การคานวณนาหนกเทยน

- ขอควรระวงในการทางาน

ปฏบต

- ใหนกเรยนตดตนชอคนละ 1 ตนชอ( 50 ชน / 1 เบา)

3 ชวโมง หนวยการเรยนรท 7 การหลอเบาปน ใบความรท 8

ทฤษฏ ใบงานท 4

- การเตรยมเครองจกร และวสด – อปกรณ **ทดสอบปฏบต**

- การคานวณปรมาณปน และนา

- การผสมปน และนา

- การตปน และการดดอากาศ

- การเทปน

ปฏบต

- ใหนกเรยนนาตนชอมาเทปนคนละ 1 เบา

หนวยการเรยนรท 7 การอบเบาปน (ตอ) ใบความรท 8

ทฤษฏ ใบงานท 4

- การเตรยมเครองจกร และวสด – อปกรณ

- การตงอณหภม เวลา และการปรบอณหภมแตละชวงของ

เครองอบปน

- การวางเบาปนในเตาอบ

- การรกษาความปลอดภยในการทางาน

สปดาห

วน

รายการสอน

สอ – อปกรณ / การประเมนผล

ปฏบต

- นาเบาทเทปนแหงแลวมาเขาตอบปนเพอไลแวกซ

ออก และอบปน

3 ชวโมง หนวยการเรยนรท 8 การหลอม และหลอโลหะ ใบความรท 9

ทฤษฏ ใบงานท 6

- การเตรยมเครองจกร และวสด – อปกรณ **ทดสอบปฏบต**

- การดหนาผวโลหะเวลาหลอม

ปฏบต

- ใหนกเรยนแตละคนหลอโลหะโดยใชเครองหลอ

เหวยงหนศนยกลางคนละ 1 เบา

3 ชวโมง หนวยการเรยนรท 9 การลางปนและตดตนชอ ใบความรท 10

ทฤษฏ ใบความรท 11

- การตดตนชอโลหะ ใบความรท 12

- การเลอกใชเครองมอใหถกตองกบการขดชนงาน ใบงาน 6

- การขดตะไบ **ทดสอบปฏบต**

- การขดกระดาษทราย

- วธการขดชนงานในเครองขดเงาลกผา

- การตรวจสอบคณภาพ,นาหนกชนงาน

ปฏบต

- ใหนกเรยนแตละคนขดแตงชนงานหลอ และทาความ

สะอาดชนงาน

12 ชวโมง การทาแมพมพยาง ทฤษฏ

ใบความรท 5

ใบงานท 2

- การอดพมพยาง

- การอบพมพยาง

- การเตรยมเครองมอ – อปกรณ

- ความปลอดภยในการทางาน

- การผาพมพยาง

- การผาพมพยางแบบธรรมดา

- การผาพมพยางแบบดงไส

ปฏบต

- ทาการอดพมพยาง

- ทาการผาพมพยาง

12 ชวโมง การฉดเทยนแตงเทยน ใบความรท 6

ทฤษฏ ใบงานท 3

- การตง และปรบอณหภมเครองฉดเทยน

- การตง และการปรบแรงดนลม

- การเตรยมวสด – อปกรณ

- การฉดเทยน

สปดาห

วน

รายการสอน สอ – อปกรณ / การประเมนผล

ปฏบต

- ทาการฉดเทยน

6 ชวโมง การแตงชนงานเทยน ใบความรท 6

- เครองมอ – เครองใชในการแตงเทยน ใบงานท 3

- วธการแตงชนงานเทยน

- วธการเลอกชนงานเทยนทจะแตง

ปฏบต

- ทาการแตงเทยน

12 ชวโมง การตดตนเทยนและคานวณนาหนก

ทฤษฏ

ใบความรท 7

ใบงานท 3

- ศกษารแบบการตดตนเทยน ใบงานท 5

- วธการตดตนเทยน

- การตดตนเทยน

- การคานวณนาหนกเทยน

- ขอควรระวงในการทางาน

ปฏบต

- ใหนกเรยนตดตนชอคนละ 1 ตนชอ( 50 ชน / 1 เบา)

6 ชวโมง การหลอเบาปน ใบความรท 8

ทฤษฏ ใบงานท 4

- การเตรยมเครองจกร และวสด – อปกรณ

- การคานวณปรมาณปน และนา

- การผสมปน และนา

- การตปน และการดดอากาศ

- การเทปน

ปฏบต

- ใหนกเรยนนาตนชอมาเทปนคนละ 1 เบา

6 ชวโมง การอบเบาปน ใบความรท 8

ทฤษฏ ใบงานท 4

- การเตรยมเครองจกร และวสด – อปกรณ

- การตงอณหภม เวลา และการปรบอณหภมแตละชวงของ เครองอบปน

- การวางเบาปนในเตาอบ

- การรกษาความปลอดภยในการทางาน

ปฏบต

- นาเบาทเทปนแหงแลวมาเขาตอบปนเพอไลแวกซ

ออก และอบปน

6 ชวโมง การหลอม และหลอโลหะ ใบความรท 9

ทฤษฏ ใบงานท 6

- การเตรยมเครองจกร และวสด – อปกรณ

- การดหนาผวโลหะเวลาหลอม

สปดาห

วน

รายการสอน สอ – อปกรณ / การประเมนผล

ปฏบต

- ใหนกเรยนแตละคนหลอโลหะโดยใชเครองหลอ

เหวยงหนศนยกลางคนละ 1 เบา

6 ชวโมง การลางปนและตดตนชอ ใบความรท 10

ทฤษฏ ใบความรท 11

- การตดตนชอโลหะ ใบความรท 12

- การเลอกใชเครองมอใหถกตองกบการขดชนงาน ใบงาน 6

- การขดตะไบ

- การขดกระดาษทราย

- วธการขดชนงานในเครองขดเงาลกผา

- การตรวจสอบคณภาพ,นาหนกชนงาน

ปฏบต

- ใหนกเรยนแตละคนขดแตงชนงานหลอ และทาความ

สะอาดชนงาน

6 ชวโมง หนวยการเรยนรท 10 ฝกดงานบรษท……………..

12 ชวโมง ทดสอบหลงเรยน แบบทดสอบขอเขยน

- ทดสอบทฤษฏ

- ทดสอบปฏบต

แบบทดสอบปฏบต

แบบทดสอบกอนเรยน

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ชอ.................................................................................... ชน......................... เลขท.......................... ตอนท 1 จงวงกลมในขอทถกตองทสด ( คะแนนเตม 20 คะแนน) 1. ถาทงกระบอกหลอทเทปนหลอแลว ไวในอากาศ นานกวา 24 ชวโมง จะตองทาอยางไร

5. การตดทางเดนนาควรตดอยางไร

ก. ใชผาชบนามนคลมไวกนปนแตก ก. ตดตรงสวนทบางสด

ข. ใชผาชบนาคลมไวไมใหนาระเหยออกจาก

ปนหลอจนหมด

ข. ตดตรงสวนทหนาสด

ค. ตดตรงสวนทหนากลางๆ

ค. ใชสเปรยฉดนาพรมไวตลอด ง. ตดตรงสวนทเรยบดานหนา ง. ฉดสเปรยเคลอบผวไว

2. ชนงานทมความบางมากตองตงอณหภมอยางไร 6. การผสมปนควรทาอยางไร

ก. ตงอณหภมหลอสงกวางานหนา เพอใหนาโลหะไหล

เขาไป เตมโพรง

ก. ใสนากอนแลวคอยใสปน

ข. ตงอณหภมหลอสงกวางานหนา เพอปองกนการเกด

โพรงอากาศ

ข. ใสปนกอนแลวคอยใสนา

ค. ตงอณหภมหลอตากวางานหนา เพอปองกน การเกด

โพรงอากาศ

ค. ใสปนกบนาพรอมๆกน

ง. ตงอณหภมหลอตากวางานหนา เพอใหนาโลหะไหล

เขาไปเตมโพรง

ง. ถกทกขอ

3. กรอบอดพมพยางโดยทวไปทาจากโลหะชนดใด

ก. สแตนเลส

7. ถาตองการผสมโลหะเงน95 %นาหนก 880 g ตองใชเงน 100% และทองแดงเทาไร

ข. เหลก ก. เงน 100% =836 g ทองแดง = 44 g

ค. อลมเนยม ข. เงน 100% =841 g ทองแดง = 39 g

ง. ทองเหลอง ค. เงน 100% =832 g ทองแดง = 48 g

ง. เงน 100% =848 g ทองแดง = 32 g

4. อณหภมทใชในการอบแมพมพยางคอเทาไร

ก. 100 ข. 150

ค. 200 ง. 250

8. ขอใด คอสญลกษณของเงน 15. อณหภมของหมอเทยนทใชในการฉดเทยนคอเทาไร ก. Au ข. Ag ก. 70 ข. 75

ค. Pt ง. Pd ค. 80 ง. 85

9. วสดชนดใดเปนตวปองกนขผงตดกบแมพมพยาง 16. อณหภมของหมอเทยนทใชในการฉดเทยนชนงานทมาความ

ก. ซลโคนสเปรยและถงแปง หนาควรตงอณหภมอยางไร

ข. นามนพชและถงแปง ก. ตงใหอณหภมสงกวาปกต

ค. ถงแปงและนามนเครอง ข. ตงอณหภมตามปกต

ง. ซลโคนสเปรยและแปงมน ค. ตงใหอณหภมตากวาปกต

10. ทางเดนนาโลหะทมขนาดเลกหรอแคบจะมผลอยางไร

ง. ปดหมอเทยนแลวจงฉดเทยน

ก. ทาใหนาโลหะสวนทพงเขาไปกอนเรมแขงตวและกน

ไมใหนาโลหะทเหลอไหลเขาไปได

17. การผสมปน และเทปนลงกระบอกปนควรใชเวลาเทาไร

ก. ไมใหเกน 8 นาท

ข. ทาใหนาโลหะไหลเขาไปในโพรงไดดและไมไหลกลบ

ข. ไมใหเกน 10 นาท

ออกมา ค. ไมใหเกน 12 นาท

ค. ทาใหโลหะทหลอมรพรน ง. 15 นาท

ง. ทาใหนาโลหะมอณหภมลดลงอยางรวดเรว 18. การอบเบาปนมอณหภมทใชในการเผาไลเทยนควรใช

11. ชนงานเทยนตองหางจากผนงกระบอกหลอนอยทสดเทาไร(หลอดดสญญากาศ)

อณหภมอยทประมาณเทาไร

ก. ประมาณ 100 – 120 c

ก. ตดผนงกระบอกหลอ ข. ประมาณ 150 – 180 c

ข. ไมนอยกวา 1/4 นว ค. ประมาณ 200 – 280 c

ค. ไมนอยกวา 1/2 นว ง. ประมาณ 325 – 350 c ง. ไมนอยกวา 1 นว 19. โดยปกตปนทใชในการหลอเครองประดบ เงน จะทน

ความ

12. ทองคามตวยอวาอะไร รอนไดสงสดประมาณเทาไร

ก. Au ข. Ag ก. ประมาณ 600 - 650 c

ค. Pt ง. Pd ข. ประมาณ 700 – 750 c

13. จดหลอมเหลวของโลหะเงนคออณหภมเทาไร ค. ประมาณ 780 – 800 c

ก. 956 องศาเซลเซยส ข. 961 องศาเซลเซยส ง. ประมาณ 800 - 820 c ค. 965 องศา

เซลเซยส

ง. 970 องศาเซลเซยส 20. คาความถวงจาเพาะของเงน 95% มคาเทากบเทาไร

14. จดหลอมเหลวของโลหะเงนคออณหภมเทาไร ก. 9.5 ข. 10.0

ก. 1056 องศาเซลเซยส ค. 10.5 ง. 11.0

ข. 1064 องศาเซลเซยส

ค. 1068 องศาเซลเซยส

ง. 1074 องศาเซลเซยส

กระบวนการหลอตวเรอนเครองประดบแบบใชเทยน แบงออกเปน 10 ขนตอน ดงน

1. การขนรปแบบแมพมพ ( Master model making) 2. การเตรยมและการผายางหรอการทาแมพมพยาง (Preparing and cutting

rubber mould) 3. การฉดเทยน (Max injection) 4. การตดตน (Assembing the tree) 5. การผสมปน (Investing the mould) 6. การไลเทยน เผาเทยนออก ( De-waxing and burnout) 7. การเตรยมอลลอยดและการผสมอลลอยด(Alloy preparation) 8. การหลอมและการหลอ (Melting and casting) 9. การลางปน (Investment removing)

10. การตดตน (Cutting the cast pieces off the tree)

ใบความรท 1

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบกระบวนการหลอตวเรอนเครองประดบ

โลหะทใชทาตวเรอนเครองประดบ

เงน (Silver)

เงน (Silver)) เงนเปนโลหะทรานซชนสขาวเงน มสมบตการนาความรอนและไฟฟาไดดมาก ในธรรมชาตอาจรวมอยในแรอนๆ หรออยอสระ เงนใชประโยชนในการทาเหรยญ เครองประดบ ภาชนะบนโตะอาหาร และอตสาหกรรมการถายรป โลหะเงนจดเปนโลหะทมคาและมความขาวมากทสด เนองจากเนอเงนแท 100 % จะมความออนนมมาก สามารถออนปวกเปยกไดในอณหภมหองเลยทเดยว และงายตอการโดนทาลาย ดงนนในการทาเครองประดบ จงจาเปนตองมการผสมดวยวสดอยางอน เชน อลลอยด, ทองแดง ฯลฯ

เพอใหสามารถขนรป และมความแขงขน ซงจะทาใหเราสามารถนามาทาเปนเครองประดบไดโดยสวนใหญ อก 7.5 % ทเหลอมกจะใชทองแดงมาผสม แตอาจจะมบางแหงทใชวสดอยางอนมาผสมแทน แตทใชกนมานมนาน จะเปนทองแดง เนองจากราคาไมแพงมาก และหาไดงาย มอยมากมาย ดงนนนกออกแบบสวนมากจะเลอกใชทองแดงมาผสมกบเงน 100 % ทเรยกกนวา เงนสเตอรรง (Stering Silver)

การทดสอบโลหะเงนดวยกรดไนตรก

เงนสเตอรรงจะกลายเปนสครมมว นกเกลซลเวอรจะกลายเปนสเขยว คอยนซลเวอรจะกลายเปนสดา จดหลอมเหลว 961.78 องศาเซลเซยส

ลกษณะของโลหะทนามาทาตวเรอนเครองประดบ

ความมนวาว โลหะทจะนามาทาตวเรอนเครองประดบควรจะมความมนวาวสง สามารถสงเกตไดหลงจากผานขนตอนการขดชนงาน ผวของโลหะสามารถสะทอนแสงจนเหนเงาได โลหะเงนจะมความมนวาวสง เนองจากมความแขงตาสามารถเกดรอยขดขดไดงายจงงายตอการขดดวย ทองคากเชนเดยวกน สวนแพลทนมถาจะใหไดผวทมนวาวเทากบโลหะเงนไดนนตองใชเวลาในการขดนาน เนองจากแพลทนมมความแขงแรงมาก ทองแดงและทองเหลองเมอทาปฏกรยากบออกซเจนในอากาศจะทาใหผวชนงานหมองเรวมาก ดงนนกอนการชบผวชนงานมกจะชบนายากนหมองกอน

ความออนตว

หมายถง สามารถดด งอ โคงไดงาย จนกระทงการรดเปนแผน ทาเกลยว ดงลวด และสามารถขนรปโดยทเนอโลหะไมแตกหรอราว ทองคาบรสทธ มคณสมบตในการรดแผนบางมากทสด และสามารถดงลวดไดยาว โลหะเงนกเชนกนแตมคณสมบตนอยกวาทองคาบรสทธ เงนสเตอรลงมคณสมบตในการดดแปลงรปทรงนอยกวาเงนบรสทธ แตมความแขงแรงมากกวา ทองแดงกมคณสมบตในการดดงอ ขนรปไดดเหมอนกน หากมการใชในงานขนรปจะมความยากกวาโลหะเงน เพราะทองแดงมความแขงมากกวา

ใบความรท 2

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบโลหะ

การนาความรอน

โลหะทนามาทาตวเรอนเครองประดบควรนาความรอนไดดและรวดเรว เชนโลหะเงนสามารถนาความรอนไดด และเรว ทองแดง จะสามารถนาความรอนไดดตองใหครอนอยางทวถงทงชนงาน การบดกรจดเลกๆ จะทาไดไมคอยด แพลทนม จะนาความรอนไดไมดนก แตทาไดดในการบดกรเปนจด หากตวเรอนสาเรจททาการฝงพลอยแลวกไมตองเอาพลอยออก สามารถบดกรไดเลยทองแดง ไมสามารถนามาหลองานได เนองจากมผวหนาทแขง

ปฏกรยาทางเคม โลหะทกชนดจะมสวนผสมของธาตตาง ๆ เมอทาปฏกรยากบออกซเจนในอากาศจะทาใหงานหมองหรอเกดสนมได สามารถทาความสะอาดชนงานไดโดยการลางในสารละลาย ทองคา จะไมทาปฏกรยาเคมในอากาศปกต ไมหมองและไมเปนสนม สามารถละลายดวยกรดกดทอง โลหะเงนและทองแดงจะดาเมออยรวมกบกามะถน หรอของมน และเกดสนมเรวเมอโดนความรอน สามารถทาความสะอาดดวยกรดกามะถนเจอจาง แพลทนม เปนโลหะทเกดสนมไดยาก แตเมอใชนานไปจะหมองและดา สามารถทาความสะอาดไดดวยสารละลาย โพแทสเซยมซลไฟตทมความรอนพอประมาณ

การนาไฟฟา โลหะทกชนดจะสามารถนาไฟฟาไดด โดยเฉพาะโลหะเงนสามารถนาไฟฟาไดดทสด ปจจบนไดนาหลกการนไปใชในการเคลอบผวเครองประดบททาจากโลหะไมมคาใหมคามากขน

ใบความรท 2

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบโลหะ

เครองมอและอปกรณทใชในการหลอมหลอเครองประดบ

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

1

เครองอดพมพยาง

สวนประกอบของเครองอดพมพยาง

ดานมอหมน หมนปรบใหปากยดสวนบน เลอนขน – เลอนลง จดประสงคเพอจบยดชนงานใหแนน เพอถายเทความรอนขณะอดพมพยาง

ปากยดสวนบน จบยดชนงานใหแนน และเปนตวถายเทความรอนใหกบงาน

ปากยดสวนลาง เปนตวจบยดหรอรองรบแรงกดจากปากยดสวนบนและเปนตวถายเทความรอนใหกบชนงาน

หลกการทางาน

การปรบตงอณหภมจะมลกษณะคลายกบการตงเวลา คอ จะหมนบดจากจดปด (Off) หมนไปตามทศทางตามเขมนาฬกาและเลอกคาระดบความรอนจากจดตาสด 60 องศาเซลเซยส โดยใหคาระดบทเลอกไดตรงกบขดหลก เมอเครองเรมทางานคาระดบความรอนทไดตงไวจะเคลอนกลบในทศทางทวนเขมนาฬกาจนกระทงถงจดปดจะตรงกนกบขดหลกพอด

2

เครองฉดเทยน

สวนประกอบของเครองฉดเทยน

วาลวปด – เปดลม เปนตวเปด – ปดลมจากปมลมเขาเครองฉดเทยน

เกจวดความดนลม แสดงคาความดนลมทเขาในเครองฉดเทยน ซงมหนวยวดทนยมใช2 หนวย คอ

- กโลกรม / ตารางเซนตเมตร (Kg/am ) ตงแต 0-7

Kg/am

- ปอนด / ตารางนว (PSI) ตงแต 0-100 PSI

วาลวนรภย เปนตวระบายลมออกเมอลมเกนหรอลมเตมหมอมากเกนไป

วาลวระบายลม เปนตวระบายลมออกจากเครอง

ฝาหมอฉดเทยน เปนตวปดดานบนของตวหมอฉดเทยนซงประกอบดวยปมมอหมนเปนตวขนยดแกน ใหฝาหมอและตวหมอแนบสนทกน

ตวหมอฉดเทยน เปนตวใสเทยนทนามาใชในการฉดเทยน

หวฉดเทยน ฉดเทยนเขาไปในแบบแมพมพยาง

ใบความรท 3

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

3

ปมลม

สวนประกอบของปมลม

วาลวเปดลม เปดลมจากถงลม เขาไปทเครองฉดเทยน ซงมวาลวเปดลมออกอย 2 ตว

เกจวดความรอน เปนตวบอกแรงความดนลมในถงวามเทาไร ซงมหนวยบอกคาความดนลมเปน 2 หนวย

- 0-10 Kg/am 2 (กโลกรม / ตารางเซนตเมตร) -0-150 PSI (ปอนด / ตารางนว) ปมแรงดนลม เปนอปกรณอดลมใหเกดความดนลมในถง

อปกรณควบคมความดนลม ควบคมความดนลมตามทเราตองการ

มอเตอร เปนตวขบปมแรงดนลมใหทางานสรางลมเกบในถง

วาลวนรภย เปนตวขบลมทง เมอความดนลมเกนกวาพกดทตงไว

ถงเกบลม เปนตวเกบกกลมเพอนามาใชงานตอไป

4

เครองตปน

สวนประกอบของเครองตปน

คนโยกสปรตทาหนาทควบคมความเรวของมอเตอรใหชาหรอเรวตามความตองการ ซงมอย 3 ระดบ สวตซเปด - ปด เปนปมเปดและปดเครองผสมปน ซงมเครองหมายดงน

| คอ เปดเครอง เครองทางานไฟทสวตซจะตด

o คอ ปดเครอง เครองจะไมทางานไฟทสวตซจะดบ

คนยก ใชยกถงตปนขน – ลง

ทใสตวตปน เปนทใสทปนปนเพอปนสวนผสมระหวางปนกบนาใหเขากน

ขายดถงปน เปนทวางถงตปนกบเครองผสมปน

ใบความรท 3

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

5

เครองดดอากาศ

สวนประกอบของเครองดดอากาศ

สวตซเปด - ปด เปนทเปดเครองใหเรมทางานและปดเครองเมอใชเสรจเรยบ

รอย

เกจวดแรงดดอากาศ เปนตวบอกแรงดดอากาศในถง

ฝาคอบ กนไมใหอากาศภายนอกเขามาในเครอง

วาลวเปดอากาศ เปนตวเปดใหอากาศเขามาในถงสญญากาศ เมอดดอากาศ

เสรจเรยบรอย

ชดสนสะเทอน ชวยใหปนไหลเขาไปในซอกตางๆ

ของแบบเทยน

ถงใสเบาปน เปนทวางเบาปนหรอถงยางเพอทจะดดอากาศ

ปมดดอากาศ เปนตวปมทอยภายในเครองทาหนาทการดดอากาศออกจากถง

6

เครองผสมปนอตโนมต

สวนประกอบของเครองผสมปนอตโนมต

สวตซควบคมการทางาน เปนทเปด - ปดเครอง

และควบคมการดดอากาศรวมทงเวลาในการตปน

ถงใสปนและนา เปนถงทนานา และปนเทใส แลวเครองจะทาการต และดดอากาศอตโนมต

วาลวเปดปน เปนตวเปดใหปนไหลลงในเบาทวางไวดานลาง

ถงดดอากาศ เปนถงทจะดดอากาศออกจากเบาปนเมอเทปนลงเบาแลว

ถงสาหรบลางปน เปนทสาหรบลางปนออกจากเครอง

ใบความรท 3

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

7

เตาอบปน

สวนประกอบของเตาอบปน

ชดตงโปรแกรมเตา เปนตวตงอณหภมภายในเตา โดยมจอแสดงอณหภมเปนตวเลข ดงน ตวเลขสแดง = เปนอณหภมภายในเตาจะเปลยนแปลง

ตามตวเลขสเหลอง

ตวเลขสเหลอง = เปนอณหภมทตงไวและเตากาลง

ทางานอยในขณะนน

สวตซเปด-ปด เปนตวเปดปดเครองทางานและตง

โปรแกรมการทางานของเตา

ถาดนา เปนทใสนาสาหรบรองรบเทยนทละลายเหลอ

จากการเผา จะรองอยขางลางเตาตรงกบรระบายเทยน

มอจบเปด – ตวลอคฝาเตา เปนมอจบในการเปด -

ปดฝาเตา รวมทงตวลอค เพอไมใหอากาศรอนภายในเตารวไหล

8

เครองหลอเหวยงหนศนยกลาง สวนประกอบของเครองหลอเหวยงหนศนยกลาง สวตซเปด – ปด เปนตวเปด – ปดการทางานของเครอง สวตซเรม - หยดทางาน เปนตวสวตซทตดกบตว

เหวยงมไวควบคมการทางานโดยเมอปดฝาฝาจะทบ

สวตซทาใหเรมทางาน และเมอเปดฝาออกสวตซกจะทา

ใหเครองหยดการทางาน

ฝาเปด – ปด เปนฝาทเปด – ปดสวตซทางาน และปองกนโลหะกระเดนออก

นอกเครอง มมอสาหรบจบตดอย

ตวตงสายพาน เปนตวตงสายพานระหวางมอเตอร

กบชดเหวยงภายใน เครอง

มอเตอร เปนตวเหวยงใหชดขบภายในเครองทางาน

ชดเหวยง เปนแขนเหวยงนาโลหะใหเขาไปในกระบอก

ปน อยภายในเครอง

ถงเหวยง เปนตวกนไมใหเศษโลหะทใชในการเหวยงกระเดนออกมาภายนอกตว เครองได

ใบความรท 3

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

9

เครองหลอดดสญญากาศ

สวนประกอบของเครองหลอดดสญญากาศ

สวตซเปด – ปด เปนตวเปด – ปดเครองสญญากาศ

เกจวดแรงดด เปนตววดการดดสญญากาศออกจากเครองโดยมหนวยวดบอก 2 หนวย

0-76 CM / HG (เซนตเมตร / เฮกโตกรม)

0-30 IN / HG (นว / เฮกโตกรม )

ตวตงโปรแกรม เปนแผงหนาจอระบบสมผส ใชในการควบคมการทางาน ตางๆของเครอง เชน

อณหภม เวลา ฯ

- CASTING : การหลอโลหะดวยระบบสญญากาศ

- RELEASE : การปลอยอากาศเขาระบบ

- INVESTMENT : ดดอากาศออกจากแบบปนหลอ

ชดปมอากาศ ดดอากาศออกจากระบบ

ชดหลอมโลหะ เปนทใสโลหะสาหรบทาการหลอมอยดานบนเครองโดยม ฝาปด

ชดหลอระบบสญญากาศ ดดอากาศออกจากแบบปนและเทนาโลหะเขาไป แทนทภายใน

กระบอก

ชองมอง เปนชองทไวสาหรบมองการปลอยโลหะลงสเบาใชสงเกตผวโลหะท เทลงเบากอนนาเบาออกจากเครอง

ใบความรท 3

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

10

เครองฉดลางปน

สวนประกอบของเครองฉดลางปน

สวตซเปด – ปด เปนตวเปด – ปดปมนาเขามาใชในเครอง

หวฉดนา เปนตวรบนาจากปมนามาฉดทชนงาน อยภายในตรงกลางเครอง

โคมไฟ เปนตวสองสวางใหเหนชนงานทนามาลาง อยภายในเครอง

ฝาเปด เปดใสตนชอทจะลาง โดยเปนกระจกสามารถมองเหนงาน

ชองสอดมอ เปนชองทางสอดมอเขา

ภายในสาหรบจบชนงานเวลาลางปนออก

ถงดกปน เปนทดกเศษปนเพอไมใหเกดการอดตนของทอนา และเศษโลหะ หรอโลหะทหลดออกจากตนชอโดยไมตงใจ

ปมนา ปมดดนาจากทอนาภายนอกเขามาภายในเครองr มกอยภายในเครอง ดานลาง

โดยมประตบานพบปดอย

สวตซขาเหยยบ สวตซทใชเทาเปนตวควบคมการไหลของนา โดยการออกแรงเหยยบใหเครองทางาน และทอนเทาออกเมอตองการหยดเครอง

ใบความรท 3

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบเครองจกรทใชในงานหลอมหลอโลหะ

การตดทางเดนนาโลหะ

ทางเดนนาโลหะ (Spruuing) คอ เสนทางหรอแนวทางเดนของนาโลหะเขาสโพรงแบบในแมพมพปนหลอ เพอลดการหมนเวยนของนาโลหะทเขาสโพรงแบบ และเปนเสนทางออกของขผงทหลอมละลายจากโพรงแบบ

การตดทางเดนนาโลหะทถกตองเหมาะสมกบรปแบบของชนงาน มความสาคญทาใหไดแบบหลอทมคณภาพด ดงนนลกษณะทดของทางเดนนาโลหะ มดงน

1. ควรมขนาดใหญพอทนาโลหะจะไหลผานไปยงสวนตางๆ ในโพรงแบบไดอยางทวถงและนาโลหะนนจะเกดการแขงตวโดยสมบรณ เพราะถามขนาดเลกเกนไปจะทาใหนาโลหะทไหลเขาไปกอนเรมแขงตว และปดทางไมใหนาโลหะทไหลตามเขามาไหลเขาสโพรงแบบไดสะดวก จะทาใหเกดความเสยหายตอการหลอได

.

2. จะตองไมมเหลยมมมหรอบรเวณทจะกอใหเกดการหมนวนของนาโลหะได เพราะการหมนวนของนาโลหะอาจทาใหเกดแกสซงแทรกเขาไปในนาโลหะ และทาความเสยหายแกเนอโลหะเมอแขงตว

3. จะตองไมมขอบหรอเหลยมมมทอาจหลดหรอแตกเมอถกแรงกระแทกของนาโลหะ เพราะจะกลายเปนเศษผง และหลดเขาไปในโพรงแบบทาใหเกดรพรนในเนอโลหะ

4. ทางเดนนาโลหะทตดกบกานแบบควรมมมมนโคงเลกนอยเพอใหนาโลหะไหลเขาไปในโพรงแบบไดอยางสะดวก

5. ทางเดนนาโลหะควรมความสนทสด โดยเฉพาะตรงสวนทตดกบตวแบบขผงควรมความยาว 1/4 - 3/4 นว

กฎพน,ฐานในการตดทางเดนนาโลหะ

1. ตดกานทางเดนนาโลหะในสวนทหนาทสดของชนงาน

2. ขนาดของกานทางเดนนาโลหะ ตองหนากวาตาแหนงทตดเพยงเลกนอย

3. ถาชนงานมบางสวนทเลก ละเอยดและบางมาก ตองตดทางเดนนาโลหะเพม เพอชวยใหนาโลหะไหลเขาสโพรงแบบไดทวถงมากขน

4. ควรมการเสรมขนาดและปรมาณของทางนาโลหะใหเหมาะสมกบขนาดและรปแบบของชนงาน

5. ทางเดนนาโลหะควรเปนสวนเดยวกบแมพมพทใชในการหลอเสมอ และควรตดอยางแนนหนากบตวแมแบบเสมอ

6. การตดทางเดนนาโลหะควรตดในสวนทสามารถขจดออกไดงายทสดและไมกอใหเกดความเสยหายตอชนงานหลอ

ใบความรท 4

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย ความรทวไปเกยวกบการตดทางเดนนาโลหะ

วสด – อปกรณ และเครองมอทใชในการทาแมพมพยาง

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

1.

ยาง

ยางสาหรบทาแมพมพ เปนยางทยงไมผานกระบวนการอบรอน เปนยางดบมลกษณะไมยดหยนถาดงหรอบดแรงๆ จะฉดขาดงาย แตถานาไปอบรอนในระยะเวลาและอณหภมทเหมาะสมจะมความยดหยนมาก ผวเรยบ ทนตอการฉดขาด ตดงายและมรอยตอทเรยบตรง อายการใชงานยาวนานหากมการเกบรกษาทด การเลอกใชยางอาจเปนยางอนทรย ยางซลโคน และยางRTV ทงนขนอยกบลกษณะของตน แบบตวเรอน สาหรบยางซลโคนสามารถนามาทาแบบยางสาหรบแมพมพโลหะได

2.

กรอบอดแมพมพ (บลอกพมพยาง) ทาจากอลมเนยม ม 2 แบบ คอ แบบกรอบเดยว ประกอบแมพมพไดครงละ 1 แมพมพ และแบบกรอบค ประกอบแมพมพไดครงละ 2 แมพมพ การเลอกใชกรอบอดแมพมพ จะตองเลอกขนาดใหมความเหมาะสมกบชนงาน เพอมใหแตกงายในขณะอดแมพมพ หรอเปนการประหยดยาง

3.

มดผาพมพยาง

มดผาพมพยาง ตองคมมาก เพราะตองการรอยตดทเรยบและผาพมพยางทผานการอบรอนจนเปนเนอเดยวกน จงตองใชมดผาตดซงใบมดสามารถถอดเปลยนได ลกษณะของใบมด ม 2 แบบ คอ ใบมดตรง ใชสาหรบผาพมพยางในแนวตรง และใบมดโคง ใชสาหรบผาพมพยางใหเปนคลนหรอซกแซก

4.

ปมหรอหวจกทองเหลอง

เปนโลหะทองเหลองททาเปนรปทรงกลมผาครง หรอทรงสามเหลยมเจาะรผานตลอดตงแตฐานถงยอด ใชสาหรบประกอบแมพมพยาง เพอทาทางเขาออกของขผงทหลอมละลายใหเขาไปในโพรงแบบ ภายในแมพมพยาง ขนาดของหวจดจะเทากบหรอใกลเคยงกบหวฉดขผงของเครองฉดขผง

ใบความรท 5

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ลาดบ ภาพ ชอและชนด

5.

กรรไกรตดยาง

กรรไกรทใชในการอดยางเพอใหมขนาดเทากบบลอกอลมเนยม

6.

เหลกดนยาง ใชในการกดยางใหตดกนในตอนวางแผนยาง

7.

แผนประกบ

ใชประกบกอนนายางเขาเครองอดพมพยาง เพอไมใหยางทอดตดกบเครองอดพมพ

ใบความรท 5

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ขนตอนการทาพมพยางชนดพมพตด

1. เลอกบลอกโลหะ (อลมเนยม) ทมขนาดความสงกวาแมแบบ โดยจดแมแบบในแนวตงวางเทยบกบความสงของบลอกโลหะและหลกการเลอกขนาดของบลอกโลหะ ทสาคญทวไปเหมอนกนกบการเลอกขนาดบลอก ของพมพยางชนดอนๆ ดวย

รป การวางเทยบแมแบบกบบลอกอลมเนยม

2. เมอเตรยมแผนยางตามขนาดของบลอกโลหะ เสรจเรยบรอยแลว กจดการวางซอนเปรยบเทยบความสงของบลอก ซงเปนการหาจานวนของแผนยางวาจะใชแผนยางกแผน ซงกรรมวธนจะใชแผนยางคอนขางมาก

รป การตดยางเตรยมใสบลอก

3. นาแผนยางทไดมาตดมมออกเพยงเลกนอยเสรจแลวนาแผนยางดา 1 แผน ใชสาลชบนามนเบนซนทาทผวดานหนาของแผนยางดาบางๆ แลววางดานทยงไมไดลอกพลาสตกออก วางลงไปในบลอกโลหะ

รป การนายางดาวางลงไปในบลอกโลหะ

4. นาแผนยางเหลองอกแผน ลอกแผนพลาสตกออก แลวจงวางดานทลอกทบลงไปบนแผนยางดาภายในบลอก

รป การวางยางเหลองลงทบบนยางดา

ใบความรท 5

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

5. นาแหวนมาวดบนแผนยางเหลองแลวตดตามรอยทกาหนดไว

รป การนาแหวนมาวดและตดตามรอย

6. ใชสาลชบนามนเบนซนเชดหมาดๆ หรอถาหากเศษยางมพลาสตกตดอย กใหลอกพลาสตกออก

รป การใชสาลชบนามนเบนซนเชดหมาดๆ

7. นาแผนยางทตดและเชดดวยนามนเบนซนแลว มาใสในบลอกกดลงใหแนนนาแหวนมาวางใส โดยเอาเศษทตดออกมายดใสชองสวนทองแหวนและตรงรแบบใสใหเตม

รป การนายางเหลองมาใสบลอกและการเอาเศษยางมาอดตรงรแบบ

8. นาแผนยางเหลองอกแผนมาวางทบกดลงใหแนนอกครง แลวนาแผนยางดามาวางทบอกจนเตมบลอกพอด

รป การอดยางเหลองและยางดาใหเตมบลอกโลหะ

ใบความรท 5

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ใบความรท 5

9. ลอกแผนพลาสตกใสบนยางออกกอน แลวนาแผนพลาสตกสเหลองทตดหนาของยางดามาวางทบยางทบลอกทงสองดาน เพอกนไมใหยางตดกบแผนอลมเนยมรองยางเสรจแลวนาแผนรองบลอกมาวางประกบกน ซงเปนการเสรจสนขนตอนสดทายของการทาแมพมพตดแบบแนวตง

รป การนาแผนพลาสตกสเหลองมาตดทหนาของยางดาและนาแผนอลมเนยมมาประกบกน

การอดพมพยาง

เปนขนตอนสดทายของการทาแมพมพยาง ซงถอไดวาเปนขนตอนทสาคญทสดขนตอนหนงของการทาแมพมพยาง โดยการนาบลอกโลหะทบรรจแบบและแผนยาง ทไดจากการทาแมพมพยางมาผานเขาเครองอด โดยใชความรอนและระยะเวลาในการอด คอ 150 องศาเซลเซยส เปนเวลา 45 – 50 นาท ซงเปนตวแปรทสาคญทสดของขนตอนน เพอใหยางภายในบลอกโลหะไดละลายตดจนเปนเนอเดยวกน โดยใชแรงกดอดสงสด ซงจะกดอดแผนยางทหลอมละลายแลวใหแทรกตวลงไปตามชองวางของตนแบบตวเรอน เพอพมพรายละเอยดลวดลายลงบนแผนชนงาน ซงความรอนและระยะเวลาในการอดนน ตองสมพนธกนกบความหนาของแมพมพยาง หรอความหนาของบลอกโลหะนนเอง

วธการอดพมพยาง มดงนคอ

1. หมนเลอนดามมอหมนคอ หมายเลข1 ในลกษณะทวนเขมนาฬกา เพอใหปากยดสวนบนคอหมายเลข2 เลอนขนใหไดระยะชองวางระหวางปากยดบนและปากยดลางคอ หมายเลข3 หางกนพอทจะนาบลอกโลหะใสเขาไปในเครองได

2. นาแผนโลหะทเตรยมไว เพอใชเปนแผนรองบลอก 2 แผน นามาพนดวยซลโคลน (พนเพยง

ดานเดยวของแตละแผน)

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ใบความรท 5

����� 1 ����� 2 ����� 3

������� �������

3. วางบลอกโลหะงานทไดจดเตรยมไว ลงบนหนาสมผสของแผนรองดานทพนซลโคลนไวแลว และนาแผนโลหะอกแผนทพนซลโคลนไว วางลงทบกบดานบนของบลอกโลหะงานอกครง

4. จากนน วางบลอกโลหะทประกบแผนรองดานบนและดานลางเรยบรอยแลว นาไปวางใสทชองระหวางหมายเลข2 และหมายเลข3ไดเลย และหมนเลอนหมายเลข1 กลบในลกษณะตามเขมนาฬกา ซงเปนการหมนเพอยดบลอกโลหะใหแนน

5. ตงเวลาและตงความรอน โดยพจารณาจากความหนาหรอขนาดของบลอกโลหะงานเปนหลก ถาหากวามความหนามาก กตงเวลาเพอใชในการอดพมพยางใหนานขนกวาปกต และตงอณหภมความรอนใหสงขนดวย

หมายเหต : เมอนาแมพมพยางเขาเครองแลว ครงแรกควรหมนปดหลวมๆหนอย 3นาทตอมาหมนแนนลงหนอย อก 3 นาทตอมาหมนแนนลงอก ผานไป 5 นาทหมนลงใหแนนทสดเทาทเครองจะทาได (ทตองทาแบบนกเพอไลอากาศออกจากบลอกยางใหหมด) และจากขนตอนท 2 การนาแผนรองบลอก 2 แผนมาพนซลโคลน กเพอปองกนไมใหหนาสมผสของแผนรองบลอกตดกบหนาสมผสของบลอกโลหะ เพราะพมพยางจากบลอกโลหะ เมอผานการอดจากเครองพมพยางมาแลว ยางจะละลายตดกบหนาสมผสแผนรองบลอก

การผาพมพยาง

หลกการสาคญในการผาพมพยาง

1. ควรผาในขณะทพมพยางยงอนอย เพราะจะทาใหผางาย

2. การจบมด ควรจบเหมอนจบปากกา 3. ใชมอขางทถนดจบมดผา และมออกขางหนงจบพมพยางใหแนน

4. ควรเปลยนใบมดทนทเมอรสกวาใบมดหมดคมแลว

5. ควรผาใหยางขาดแยกออกจากกนเปน 2 ชน แลวจงแกะตนแบบตวเรอนออกมา

อปกรณสาหรบการผาพมพ

1. มด

2. อปกรณจบกอนยาง

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ใบความรท 5

วธการผาพมพยาง มดงนคอ

1. ใชมดกรดขอบพมพยางโดยรอบออกเปน 2 สวน ใหมขนาดเทาๆกนหรอใกลเคยงกน

รป การกรดขอบพมพยาง

2. ใชตะขอหรอทคบขวแบตเตอรเกยวกบพมพยางดานใดดานหนงไว แลวใชมอขางทถนดจบมด (ใชใบมดตดโคง) และใชมออกขางจบพมพยาง (ดานทไมไดเกยวตะขอ)

รป การใชทคบเกยวพมพยาง

3. จรดปลายมดตดโคง ใหลกลงไปตรงบรเวณจดเรมตน ประมาณ 3 ม.ม. แลวจงทาการกรดลากปลายมดโดยรอบพมพยาง (ใหรกษาระดบความลกเทาเดม)

รป การกรดความลกของพมพยาง

4. ใชมดกรดยางใหเขาลกใกลกบแมพมพโลหะใหมากทสด แตสงทสาคญ คอ การจบพมพยางตองจบใหแนน (เพอปองกนอบตเหตทอาจจะเกดขน) และดงใหพมพยางทงสองดานนนหางออกจากกนใหมากทสด เพอการกรดมดจะไดงายและสะดวกยงขน

รป การกรดยางเขาลกใกลแมพมพโลหะ

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ใบความรท 5

5. ใชมดกรดสลบแบบฟนปลาไปเรอยๆจนยางขาดออกจากกน เปนการเสรจขนตอนการผายาง (ทตองกรดแบบฟนปลากเพอใหยางจะไดไมเคลอนขณะฉดเทยน)

รป การกรดสลบแบบฟนปลา

๏ ขอควรระวงในการผาพมพยาง

- ระวงใบมดผาตดทมความคมมาก

การเปดทางระบายลมของพมพยาง

มวธการพจารณาดงหวขอตอไปน

• การเปดทางลมเพออะไร

เพอใชเปนทางระบายลมออกจากพมพยางในขณะททาการฉดขผง โดยขผงหรอเทยนจะเขาไปเปนตวแบบ และดนใหลมทอยภายในไดระบายออกมาตามทางระบายลม เพราะถาหากวาเราไมทาทางระบายลมแลว จะทาใหฉดขผงเขาไปในตวแบบไดไมเตม เนองจากมลมตกคางอยภายในนนเอง

รป การเปดทางระบายลม

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การทาแมพมพยาง

ใบความรท 6

การฉด แตงเทยน

เทยนหรอขผง (wax) ทดจะตองมลกษณะออนนม ไมแขงกรอบ มความยดหยนพอสมควร มความแขงแรงเพยงพอทจะรกษารปทรงไวได ทสาคญตองเผาไหมจนหมด ไมเหลอแมกระทงขเถา เมออณหภมสง 500 องศาเซลเซยส

การเลอกใชขผงคณภาพดทสด จะทาใหไดงานหลอมคณภาพดทสดและลดปญหาทจะเกดขนกบชนงานโลหะ

การฉดเทยน เปนการฉดเทยนขผงทหลอมละลายเขาไปในโพรงแบบของแมพมพยาง ปลอยทงไวจนเทยนแขงตว แกะออกจากพมพจะไดตวแบบขผงทมรปทรงลวดลายตางๆ ตามตนแบบ

ขนตอนการฉดเทยน

1. การเตรยมเทยนกอนการฉด

• นาเทยนทมลกษณะเปนเมดหรอเปนแผน มาใสลงในหมอฉดเทยน

• เปดสวทซเครองฉดเทยน

• ปลอยใหเทยนละลาย โดยตงความรอนท 200 องศาเซลเซยส ทงไวสกพกแลวจงคอยลดอณหภมลงใหเหลอประมาณ 70 – 80 องศาเซลเซยส แลวนาเทยนไปทาการฉดใสแมพมพยางได

รป การใสเทยนลงในหมอฉดเทยน

2. การตงแรงดนลม ทจะใชใหอยระหวาง 2 - 5 ปอนด

หมายเหต : ถาชนงานเลกจะใชลมประมาณ 2 ปอนด และถาชนงานใหญ จะใชลมประมาณ 3 - 5 ปอนด

วธทตงแรงดนลม

• เรมตงแตหมนวาลวเปดลมตามเขมนาฬกาแลวดแรงดนลมทเขมตามตองการ

• เมอไดลมตามตองการแลวใหกดวาลวตวหมนวาลวจะลอกลมเอาไว

รป การตงแรงดนลม

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การฉดเทยนและแตงเทยน

3. การตงกระแสไฟ ควรตงกระแสไฟอยประมาณ 120 โวลต

หมายเหต : กอนตงกระแสไฟฟาควรสงเกตสวทซ ON - OFF วาโยกมาอยท OFF หรอไม ถาไม แสดงวากระแสไฟจะเขาหมอฉดเทยนไมเตมทคอ 220 โวลต จงควรโยกมาไวท OFF เสยกอน

วธทตงกระแสไฟ

• เมอโยกสวทซไปท OFF แลวใหหมนตวปรบกระแสไฟ (สดา) ไปตามเขมนาฬกาและดเขมสแดงใหอยท 120 โวลต

หมายเหต : เมอเสยบปลกเครองฉดเทยนแลว ไฟตาแมวทชดควบคมกระแสไฟจะตดสวาง บงบอกวาไฟเขาเครองแลว

รป การตงกระแสไฟ

4. การเตรยมแมพมพยาง

• ทาความสะอาดแมพมพยางดวยสเปรยซลโคลนและแปงฝน จากนนปดดวยแปรงสฟน

รป การปดดวยแปรงสฟน รป การตบดวยแปงฝน

5. การเตรยมการฉดเทยน

• นาแผนอลมเนยมทมขนาดเทากบแมพมพยาง 2 อน ใสทาบลงบนแบบแมพมพยางทง 2 ดาน คอ ดานหนาและดานหลง

• นาแมพมพยางพรอมตวแผนอลมเนยมทประกบทง 2 ดานตงขนใหมอจบแมพมพยางกบแผนอลมเนยมเคาะใหแมพมพยางกบแผนอลมเนยมเสมอกนทง 4 ดาน

หมายเหต : กอนนาแมพมพยางเขาเครองฉดเทยน ควรทดสอบนาเทยนดกอนวาเทยนตดมอหรอไมโดยใชแผนอลมเนยมกดไปทจดฉดเทยน

รป การฉดเทยน

ใบความรท 6

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การฉดเทยนและแตงเทยน

• เมอเทยนใชไดแลวกนาแมพมพยางมาฉดเทยน

• การฉดใหใชนวหวแมมอกดทงหวและทายใหแนนแลวตงมอ ในลกษณะตงฉากกบโตะทางาน

• ดนแมพมพยางเขากบจกเทยนใหนาเทยนไหลเขาไปในแมพมพ

• ทงไวสกพกหนง ปลอยใหเทยนทฉดเขาไปเยนตว แลวจงนามาแกะออก

รป การแกะโดยใชมอดนแบบแหวนออกมา

• ตรวจสอบดวา ชนงานทออกมาสมบรณหรอไม และเปนพงพดบางหรอไม ถาสมบรณตามแบบแมพมพยางทกประการ แสดงวาการฉดเทยนสมบรณเรยบรอย

รป ชนงานทฉดเทยนสมบรณ

การแตงเทยน

แบบเทยนทฉดออกมาจะตองตรวจสอบความสมบรณของแบบหากพบขอบกพรอง หรอตาหนจะตองซอมแซมแกไขกอน และหากพบวามชนใดไมสมบรณจะตองคดทงไป เพราะถานามาใชทาแบบจะทาใหไดชนงานหลอไมสมบรณ

อปกรณทใชในการแตงเทยน

1. มดหรอชดแตงเทยน

2. ตะเกยงแอลกอฮอล

วธการแตงเทยน

1. ใชมดแตงเทยน ขดเศษเทยนทเกดจากรอยผาพมพออกใชผงเรยบ หรอแตงทรอยตะเขบ ของแบบซงมลกษณะเปนครบเกนออกใหหมด

2. ใชปลายมดแตงเทยน หรอเขมลนไฟ แลวแตงเทยนมาแตมทสวนทเปนร (ตามด) แลวใชมดขดแตงผงใหเรยบ

รป การแตงแบบขผง(หรอตนเทยน)

ใบความรท 6

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การฉดเทยนและแตงเทยน

การตดตนเทยน

การตดตนเทยน (ตนชอ) คอ การทาตวแบบเทยนหรอแมพมพเทยน (wax Pattern) มารวมกนใหเปนกลมอยางมระเบยบ เพอสามารถหลอชนงานไดครงละจานวนมาก

กอนการตดตนเทยนจะตองหลอแทง ลาตนกอนเพอใชเปนทยดของแบบเทยนทฉดออกมา ขนาดและความสงควรเปนไปตามมาตรฐาน คอ ตนเทยนจะตองตากวากระบอกเหลก ประมาณ 1 นว

เครองมออปกรณ ทใชในการตดตนเทยน

1. ฐานยาง (Spure Base) เปนฐานสาหรบใชตดหรอประกอบตนแบบเทยน มขนาดทจะสวมเขากบกระบอกหลอไดอยางพอด

2. กระบอกหลอ (Flask) เปนกระบอกททาจากโลหะเชน เหลก หรอสแตนเลส กระบอกหลอจะเปนกรอบกาหนดความกวางและความสงของกลมตนเทยน โดยสวนสงของตนเทยนจะมระยะหางจากขอบดานบนของกระบอกหลอไมนอยกวา ½ นว และตวแบบขผงตองมระยะหางจากผนงกระบอกหลอไมนอยกวา ¼ นว

3. หวแรงไฟฟาและอปกรณควบคมอณหภม เชนเครองมอสาหรบละลายขผงใหรอนและตดตวแบบขผง ซงตองใชอปกรณควบคมอณหภมไมใหสงเกนไปเพราะขผงมอณหภมหลอมละลายตา

ใบความรท 7

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตดตนเทยนและคานวณนาหนก

การตดตนขผง(หรอตนเทยน) มขนตอนทสาคญ คอ

1. นาฐานยางมาชงนาหนก และจดบนทกไว เพอใชในการคานวณตอไป

รป การชงฐานยาง

2. นาหวแรงคนเทยนในรตรงกลางฐานยางใหละลาย และนาตนเทยนทเตรยมไว เอาปลายดานใดดานหนงของตนเทยนเสยบลงทรตรงกลางฐานยาง แลวใชหวแรงเชอมลงไปใหตดกนจนแนน

รป การนาตนเทยนมาตดกบฐานยาง

3. นาแบบขผงทแตงเรยบรอยแลว ใชหวแรงจตรงปลายกานแบบขผงใหละลาย และนามาตดทตนขผง โดยตดใหสงโดยหางจากฐานยางประมาณ 20 ม.ม. หรอประมาณ ½ นว โดยการตดม 3 แบบ คอ 1. แบบเรยงฝกขาวโพด 2. แบบเกลยว 3. แบบสบหวางกน

หมายเหต : แบบทตดควรทามมเอยง 45 องศา

รป การนาแบบมาตดทตนเทยน

4. ตดแบบทตนเทยนโดยรอบ โดยจดชองวางระหวางแบบขผง ใหหางกนประมาณ 1 ม.ม.

รป การตดแบบโดยรอบตนเทยน

ใบความรท 7

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตดตนเทยนและคานวณนาหนก

5. ตดแบบขผงทตนเทยนจนกระทงถงทปลายของตนขผง ใหแบบตวสดทายหางจากขอบบนของปากกระบอกปนประมาณ ½ - 1 นว เปนการเสรจสนขนตอนสดทายของการตดตน

หมายเหต : การตดตนขผงไมควรตด ใหชดกนจนเกนไป ควรจดระยะหางของชองวางอยางนอยไมตากวา 1 ม.ม. และแบบทตดควรหางจากขอบกระบอกดานในประมาณ 2 ม.ม. และดานบนควรหางจากปากกระบอกประมาณ ½ - 1 นว

รป การตดตนเทยนทเรยบรอยแลว

การคานวณหาคานาหนกของโลหะทใชหลอ (เชงปฏบต) ในการคานวณหาคานาหนกของโลหะทจะใชหลอนน ในทนจะกลาวถงโลหะ 4 ชนด คอ ทองเหลอง, ทองแดง, เงน และทองคา ซงมวธการคานวณดงน คอ

1. นาฐานยางมาชงหานาหนกโดยใชตาชง ซงตาชงทใชนนอาจจะเปนระบบสากล (เขมนาฬกา) หรอระบบตวเลข (DIGITAL) กได

รป การชงฐานยาง

2. นาฐานยางทชงไดจากขอ 1 ไปตดตนขผง และตดพมแบบขผง เสรจแลวนามาชงหานาหนกทงหมดแลวนาคาทไดมาลบนาหนกของฐานบาง (จากการชงครงแรก) จะไดคานาหนกของตนขผง

รป การชงนาหนกตนเทยนรวมฐานยาง

ใบความรท 7

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตดตนเทยนและคานวณนาหนก

3. นาคาทไดจากขอ 2 มาเปรยบเทยบกบตวแปรทกาหนดไวดงน

ไดนาหนกโลหะของ คาทไดนอยกวา 50 (G) คณดวย 11 } ทองเหลอง, ทองแดง, เงน

และคาทไดมากกวา 50 (G) คณดวย 10.5 } ทองเหลอง, ทองแดง, เงน

หมายเหต : จากทองเหลอง, ทองแดง, เงน จะใชคาของนาหนกโลหะทคานวณไดเหมอนกน สวนทองคาจะไมเหมอนกบโลหะ 3 ชนดแรก สาเหตเนองมาจากการใชคาของตวแปรทนามาคานวณนนเอง

การคานวณนาหนกของโลหะและอณหภมทใชในการหลอ (เชงวชาการ)

ตวอยาง ตองการหลอทอง 8K ซงชงนาหนกตนเทยนไดนาหนก 10 กรม จงหานาหนกทอง 8K ทใชในการหลอ

คานวณคา สตร = น.น. (WAX) × ความจาเพาะ

= 10 × 10.5

= 105 กรม

ใบความรท 7

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตดตนเทยนและคานวณนาหนก

การหลอเบาปน

การหลอเบาปน ขนตอนนเปนขนตอนการผสมปนปาสเตอรและการเทหมผวตนเทยน ซงเปนขนตอนทสาคญ ทตองใชความระมดระวงเปนอยางมาก เพราะถาเตรยมการไมถกตอง อาจกอใหเกดความเสยหายได ดงนนจะตองเลอกใชปนทมคณภาพ ใชนากลนทมอณหภมตามกาหนด สวนผสมของปนปาสเตอรกบนาทถกตอง และมการควบคมเวลาในระหวางการผสม ดงน

๏ ใชเวลาในการเทนา ผสมลงในปนใหแลวเสรจใน 1 นาท

๏ 3 นาท ตอมาใชในการคนปนดวยเครองผสมปน หรอใชเครองตไข โดยเรมจากความเรว รอบชา ไปหาความเรวรอบสง และลดความเรวลง เมอใกลครบ 3 นาท

๏ 2 นาทตอมา นาปนผสมนามาเขาเครองดดอากาศออก

๏ 1 นาทตอมา เทปนลงในกระบอกตนเทยน

๏ 3 นาทสดทาย นากระบอกเทยนทเทปนไวจนเตมเขาเครองดดอากาศออกอกครง เพอใหปนทอยในการบอกไมมอากาศแทรกอยภายใน

*** รวมเวลาทงหมดแลวเสรจภายใน 10 นาท *** ๏ ปนทตจะตองแขงตวสมบรณภายใน 2 นาท หลงจากผสมและเทแลวเสรจ

การคานวณปนหลอและสวนผสมของนา (HEAVY CASTING)

สาหรบหลอชนงานหนก

38/ 100

(REGULAR CASTING)

สาหรบหลอชนงานทวไป

38/100 หรอ 40/100

นา 38 มล. (cc.) ตอปน 100 กรม นา 38 มล. หรอ 40 มล. (cc.) ตอปน 100 กรม

วธการคานวณแบบงายๆ

นากระบอกสแตนเลสไวบนตาชงเทปนแหงใสใหเตม ยกกระบอกออกแลวนาปนในกระบอกเทออก นาปนไปชงเพอหานาหนกทแทจรง เมอไดแลวนาไปคณ 1.2 เทา กจะไดนาหนกปนทตองการ

นาหนกปน x 0.38 = ปรมาณนาทตองการ นาหนกปน x 0.40 = ปรมาณนาทตองการ

วธผสมปนและเทปนลงในกระบอกปน

1. กอนการผสมปนและเทปนลงในกระบอกปน ตองนาตนเทยนมาลางดวยนายาลางจาน และลางดวยทาสะอาดซาๆหลายครง เพอใหชนงานสะอาด และเปาลมใหแหง

รป การลางตนเทยนดวยนายาลางจาน และการเปาลมใหแหง

ใบความรท 8

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอเบาปนและอบเบาปน

2. นากระบอกปนมาครอบตนเทยนและตดกรวยพนดวยเทปกาว

รป การนากระบอกปนมาครอบตนเทยนและตดกรวยดวยเทปกาว

3. ชงนาหนกปนทตองการเตรยมไว

รป การชงนาหนกปน

4. ตวงนา (ปกตอณหภมของนาควรเปน 70F /21 C - 75 F /24 C ) หมายเหต : ตองใชดวยนาสะอาดเสมอ

รป การตวงนาสะอาด

5. ใชเวลา 9 -10 นาท นบตงแตนาและปนไดผสมกนจนถงปนเรมแขงตว

6. เอานาเทใสอางในเครองผสม

7. นาปนทชงไวเทใสนาในอางเครองผสม (ควรจะเทปนใสลงนาเสมอ) 8. คนสวนผสมดวยไมพายพลาสตกประมาณ 30 นาท

9. เปดเครองผสมปน 2 - 3 นาท เรมจากเบาๆ กอนคอยไปเรว

รป การตปนกบนาใหเขากน

ใบความรท 8

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอเบาปนและอบเบาปน

10. นาอางผสมเขาเครองดดปน ( VACUUM ) ใชเวลา 30 - 60 วนาท

11. เทปนทดดอากาศออกครงแรก ลงในกระบอกปนสวนถงปากกระบอก (ซงปากกระบอกพนดวยเทปกาว เพอปองกนปนลนออกมาเวลาดดปน)

รป การเทปนลงในกระบอกปน

12. นากระบอกปนเขาเครองดดปนอกครงใชเวลา 2 นาท

รป การนากระบอกปนเขาเครองดดปน

หมายเหต : ในขณะดดอากาศออก จะตองใหมการสนสะเทอนตลอดเวลาดวย เพอใหอากาศทแทรกตวอยลกๆ ถกกระตนใหลอยขนมาทผวหนาของสวนผสม และถกดดออกไปในทสดสวนการลดหรอขามขนตอน อาจทาใหเกดความเสยหายตองานหลอได เชนการดดฟองอากาศออกนอยเกนไป เปนตน

13. นากระบอกปนออกจากเครองดดปน และเทปนทเหลอในอางใสกระบอกใหเตมแลววางทงไวอยางนอย 1 - 2 ชม.

รป การรอใหปนแขง 1 – 2 ชวโมง

14. ถอดกรวยและฐานยางออก และปาดปนสวนเกนดานบนกระบอกออกดวยมดบางๆ

รป การถอดกรวยและฐานยางออกจากกระบอกปน

ใบความรท 8

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอเบาปนและอบเบาปน

15. ตงทงไวใหเยน เพอรอเขาเตาอบ

รป กระบอกปนกอนเอาเขาเตาอบ

การอบเบาปน

หรอการอบเผาแมพมพปนหลอ เปนขนตอนการเตรยมแมพมพสาหรบการหลอโลหะดงน

• เพอกาจดตวแบบเทยน (ขผง) และสวนของเทยน(ขผง) ทงหมดออกจากแมพมพปนหลอ ทาใหภายในเกดเปนโพรงแบบพรอมทางเดนนาโลหะ

• เพอเตรยมอณหภมของกระบอกหลอใหเหมาะสมกบอณหภมในการหลอโลหะ ทงนมใหเกดความแตกตางระหวางอณหภมในขณะทาการหลอโลหะ

กระบวนการอบเบาปนม 2 ขนตอน คอ

ขนตอนท 1 การนงเทยน

เปนการอนใหความรอนกบกระบอกปน ใชระยะเวลาประมาณ 2 ชวโมง เพอใหเทยนหรอขผงทอยภายในละลายออกมา กอนนาไปเขาเตาอบเผา

ขนตอนท 2 การอบเผาแมพมพปนหลอ

เปนการเอาเทยนทเหลออยหรอตกคางภายในโพรงแบบใหไหมและระเหยออกกลายเปนควนจนหมดสน และทาใหปนสก มความแขงแรงเพมขน ไมแตกหกงาย

วธการวางกระบอกปนในเตาอบ

1. วางกระบอกปนใหมระยะหางจากขดลวดประมาณ 2 เซนตเมตร ทงระยะระหวางกระบอก 1 – 5 เซนตเมตร และวางใหสงกวาพนเตาเพอใหมอากาศไหลเวยนอยางด เทยนจะระเหยออก ไดงาย

1. วางควากระบอกปนลง ใหรเทอยดานลาง เพอใหเทยนไหลออก

2. หากจะวางซอนกระบอกปนชนตอไป จะตองวางสลบสบหวางเพอใหเทยนไหลออกไดงาย และ ใหออกซเจนเขาไปชวยในการเผาไหมไดอยางสมบรณ

สตรการอบเบาปน

ชวโมงท 0 – 1 อณหภมท 35 ขน 150 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 1 – 2.5 อณหภมคงทท 150 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 2.5 – 3.5 อณหภมท 150 ขน 370 องศาเซลเซยส

ใบความรท 8

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอเบาปนและอบเบาปน

ชวโมงท 3.5 – 5 อณหภมคงทท 370 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 5 – 6 อณหภมท 370 ขน 560 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 6 – 7 อณหภมคงทท 560 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 7 – 8 อณหภมท 560 ขน 750 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 8 – 12 อณหภมคงทท 750 องศาเซลเซยส

ชวโมงท 12 – 12.5 อณหภมลดลงมาทอณหภมหลอ

การอบปนมขนตอนการปฏบตทสาคญ คอ

1. เปดประตของเตาอบ นากระบอกปน (ทผานการนงมาแลว) ใสในเตาอบ วางควาใหรของปากกระบอกปนอยดานลาง ซงถาหากเตามขนาดใหญอาจจะใสกระบอกปนไดจานวนมากขนดวย

รป การเรยงกระบอกปนในเตาอบ

2. เมอปดประตของเตาอบแลว เปดสวตซใหเครองทางานปรบตงอณหภมทประมาณ 600 – 800 องศาเซลเซยส

รป การเปดเครองตงเวลาทางาน

3. จากนน ปรบตงเวลาทสวตซตงเวลาของเครอง

รป การตงเวลาของเครอง

ใบความรท 8

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอเบาปนและอบเบาปน

การหลอโลหะ

การหลอม – หลอโลหะ คอ ขนตอนการทาใหโลหะละลายจนหลอมเหลว และเขาไปแทนท

ชองวางภายใน โพรงแบบของกระบอกปน ปจจบนมกรรมวธทมประสทธภาพสงและใชอยางแพรหลายในอตสาหกรรมการผลตเครองประดบ คอ

1. การหลอโลหะ แบบเหวยงหนปนศนยกลาง เหมาะสาหรบงานหลอเครองประดบแบบ

2. การหลอโลหะแบบสญญากาศ

เหมาะสาหรบงานหลอเครองประดบ ทเปนชนงานขนาดใหญไมมลวดลายซบซอนมากนก

การคานวณนาหนกโลหะสาหรบงานหลอ

เทคนคการคานวณเพอแปลงนาหนกตนเทยนเปนนาหนกโลหะ

การคานวณหาคานาหนก ของโลหะทใชในการหลอ เปนขนตอนทสาคญมาก ขนตอนหนงเพราะโลหะทนามาใชในการหลอเปนโลหะมคา ไดแก ทองคา ทองคาขาว โลหะเงน ซงถอเปนตนทนการผลต ดงนน การประมาณการหรอการคานวณทถกตองแมนยาจะเปนการลดความสญเสยของโลหะมคาเหลานนและจะสงผลถงตนทนการผลตโดยรวมดวยหลกการคานวณ โลหะทใหในการหลอจะใชหลกของความถวงจาเพาะ (ถพ.) เปนสาคญ

ตารางแสดงคาความถวงจาเพาะของโลหะตางชนด

ใบความรท 9

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอโลหะ

ชนดโลหะ ประเภท ความถวงจาเพาะ

เงน 92.5% (925) 10.5

เหลก - 8.0

ทองเหลอง -

ทองแดง -

ขนตอนการคานวณคานาหนกของโลหะ

1. ชงนาหนกฐานยางกอนตดตนเทยน และบนทกไว 2. ตดตนเทยน และตดแบบเทยนใหแลวเสรจ

3. ชงนาหนกตนเทยนทตดแบบเทยนแลวพรอมฐานยาง และนาคาทไดลบดวยนาหนกของฐานยาง

( ขอ 1) จะไดคานาหนกของตนเทยนทตดแบบเทยนแลว

4. คานวณนาหนกของโลหะทตองการใช ซงตองเผอนาโลหะสาหรบตนชอ เปนจานวน 20% ทกครง ซงกาหนดเปนสตรในการคานวณ ดงน

ตวอยาง

จงหานาหนกของโลหะทตองการใชในการหลอตวเรอนทองคา 18 K โดยมขอมลทเกยวของดงน

1. นาหนกของฐานยาง 25 กรม

2. นาหนกของฐานยางพรอมตนเทยน 30 กรม

3. ความ ถวงจาเพาะของทองคา 18K 15.5

วธคานวณ

• นาหนกของตนเทยน = นาหนกของฐานยางพรอมตนเทยน – นาหนกของฐานยาง

= 30 – 25 กรม

• นาหนกของโลหะทใชหลอ = (ถพ.ของโลหะ x นน.ของตนเทยน)+ (ถพ. ของโลหะ x นน.

ของตนเทยน x 100

20 )

(ทองคา 18 K) = ( 15.5 x 5) + (15.5 x 5 x 100

20 )

= ( 77.5 ) + ( 15.5 ) = 93 กรม

การหลอโลหะมขนตอนการปฏบตทสาคญ คอ 1. นาเมดหรอเศษโลหะทจะใชหลอ ทมลกษณะเปนชนเลกๆ ใสลงไปในภายในตวเครองเหวยง

รป การนาโลหะใสในเบาหลอม

ใบความรท 9

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอโลหะ

�������ก���� ��������� = (��.���� x ��.���������)+ (��. ���� x ��.��������� x

100

2 )

2. ใหความรอนโลหะจนหลอมละลาย และควรใชผงบอแรกซ เพอชวยขจดคราบสงสกปรกทตดมากบโลหะออกไปตดอยบรเวณของขอบเบาหลอม จะเหนวาโลหะละลายจนเปนนาใส หรอภาษาชางเรยกวา “ หนาทองเปด ”

รป การหลอมโละ

3. นากระบอกปนออกจากเตาอบ แลวนามาวางลงไปในเครองเหวยงทนท โดยวางใหปากกระบอกปนดานทมร ไปทางดานรของเบาหลอมโลหะ

รป การนากระบอกปนออกจากเตาอบและนามาวางลงในเครองเหวยง

หมายเหต : ขณะทนากระบอกปนมาวาง เรายงตองเผาใหความรอนกบโลหะภายในเบาหลอม ใหหลอมละลายอยตลอดเวลา

4. ปดฝาเครองเหวยง จากนนฝาเครองจะเปนตวกดสวตซใหเครองทางานเอง โดยใชเวลาประมาณ 2 นาท จงจะปดเครองได

รป การกดปดฝาเพอใหเครองทางาน

5. จากนนนากระบอกปนออกจากเครองเหวยง แลวตงทงไวประมาณ 20 – 30 นาท

ใบความรท 9

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การหลอโลหะ

การลางปน

ภายหลงจากการหลอเสรจเรยบรอยแลว นากระบอกปนออกจากเครองหลอ ตงทงไวใหโลหะแขงตวและเยนตวกอน เพราะถานาไปฉดลางเรวเกนไปจะทาใหชนงานแตกราวได

• ถาเปนทองคาขาว ควรตงทงไวประมาณ 10 นาท

• ถาเปนทองคา หรอ โลหะเงน ควรตงทงไวจนโลหะทมสแดงจากการหลอมกลายเปน

สดา จากนนจงนากระบอกปนไปลางปนออก ดวยการใชนาฉดใหปนหลอแบบแตกออกจาก

กระบอกจนหมด จะไดชนงานโลหะทมลกษณะเหมอนตนแบบขผง ซงชนงานโลหะทไดเนนจะมสนาตาลดา (เพราะความรอนจากการหลอโลหะ) จงตองนาไปลางทาความสะอาดจากผงชนงานอกครงหนงดวยกรดชนดตางๆ

การลางชนงานดวยกรดชนดตางๆ

รป การแชชนงานดวยนากรดกามะถน

1. การลางชนงานดวยกรดกามะถนผสมกบดนประสว จะเปนการลางเพอกดผวโลหะของชนงาน ซงมอตราสวนในการผสม คอ

กรดกามะถน 1 สวน + ดนประสว 2 สวน + นา 10 สวน

2. การลางชนงานดวยกรดโดรมคผสมกบนา จะเปนการลางชนงานครงสดทาย เพอชวยใหชนงานสะอาด ผวเปนเงามนวาวสวยงาม ซงมอตราสวนในการผสม คอ

กรดโดรมค 1 กรม + นา 100 CC.

หมายเหต : เมอแชนากรดเรยบรอยแลว นาไปลางใหสะอาด และนาไปเผาใหความรอนเพอทจะนาไปตมสารสมใหคราบสงสกปรกหลดออกไป และนาไปเปาลมใหแหง

รป การเผาใหความรอน รป การนาไปตมสารสม รป การเปาลม

**ขอควรจา** การผสมกรดกบนา จะตองเทกรดลงในนาเสมอ และมผาปดปาก – จมก ปองกนไอกรดทเกดขนขณะปฏบตงาน

ใบความรท 10

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การลางปน

การตดตนชอ

การตดตนชอและการแตงชนงาน เปนขนตอนสดทายของการหลอตวเรอนเครองประดบ

การตดชนงานออกจากตนชอ มวธการดงน

1. ตรวจสอบนาหนกตนชอทงหมด

2. ตดชนงานออกจากตนชอ ดวยคมแบบตางๆ

• คมตดตนชอแบบธรรมดา ใชสาหรบตดชนงานจานวนขนาดเลก จานวนไมมาก • คมตดตนแบบลม ใชสาหรบตดชนงานจานวนมาก โดยการใชลม

• คมตดตนแบบไฟฟา เปนการใหความรอนทชนงานและตวชนงานไดอยางรวดเรว ไมตองใชแรงมาก เหมาะสาหรบการตดตนชนงานทองคา

การตดตนชอและขดแตงชนงานมขนตอนทสาคญ คอ

1. ใชคมตดหนามเตย ตดแหวนออกจากตนชอ โดยตดใหเหลอทางเดนนาไวกอนเพอทชนงานจะไดไมเสย

รป การตดตนชอ

2. เมอไดเปนวงแลว ตรวจดวาชนงานมความเรยบรอยสมบรณดหรอไม

3. ตดเดอย หรอทางเดนนา ดวยการใชเลอย, ตะไบ, หรอคมตด

4. นาไปเคาะกลม ดวยเลาแหวน

5. ใชตะไบ ตะไบชนงานตรงทเปนรอยและขดดวยกระดาษทรายหยาบและกระดาษทรายละเอยดตามลาดบ เพอลบรอยทแตงตะไบมาทเปนขนแมวใหเนยนขน

รป การตะไบแตงชนงาน

6. นามาขดดวยยาดนและยาแดงอกครง เพอใหผวชนงานดเรยบเนยนและเงางามยงขน

รป การขดดวยยาดนและยาแดง

ใบความรท 11

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตดตนชอและขดแตงชนงาน

7. นาไปลางกบนายาลางจาน และลางนาทาความสะอาดใหเรยบรอย

รป การลางดวยนายาลางจาน

8. ชนงานทเสรจสมบรณ

รป ชนงานทเสรจสมบรณ

ใบความรท 11

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตดตนชอและขดแตงชนงาน

การตรวจสอบนาหนกและการเกบรกษาโลหะ

หลงจากการแตงตวเรอนเสรจสนใหบนทกจานวน และนาหนกของชนงานทตกแตงเสรจเรยบรอยแลวรวมทงเศษโลหะทเหลอ และเศษของผงโลหะทเกดจากการตะไบ เลอยหรอขด เพอนาคานวณเปรยบเทยบกบจานวน และนาหนกของชนงานทรบมาครงแรก และเพอคานวณเปอรเซนของเงนหรอทองทสญเสยไปในขนตอนการแตงตวเรอน

ขนตอนการตรวจสอบนาหนกและเกบรกษาโลหะ

1. เกบเศษโลหะทตกในเครองหลอ และทคางอยในเบาหลอม

2. นา เศษโลหะซงรวมกบชนงานมาคานวณนาหนกท สญเ สยไปในกระบวนการหลอ

ปญหาและวธแกไขในการหลอตวเรอน

ปญหา สาเหตของปญหา วธแกไข

ร - อณหภมเทสงเกนไป

- ทางเดอยไมเหมาะสม

- แบบหลอไมแขงแรง - ตนเทยนมความคม

- เวลาในการดดอากาศนอยไป

- ลดอณหภมเทลงใหเหมาะสม

- ทางเดอยตองเหมาะสม

- ควบคมเวลาในขนตอนผสมปน

- ออกแบบตนเทยนใหเหมาะสม

- เวลาในการดดอากาศตองเหมาะสม

หยาบ - อณหภมเบาสงเกนไป

- ผสมปนไมถกตองทาใหปนหลอเหลวมากเกนไป

- ลดอณหภมเบาลงใหเหมาะสม

- ผสมปนใหเหมาะสมและเสรจภายในเวลาทกาหนด

แตก - อณหภมเบากบอณหภมหลอสงเกนไป

- ควบคมอณหภมเบาและอณหภมหลอใหเหมาะสม

หก - เกดจากการเคลอนยายชอ - ขณะเคลอนยายชอ ตองมความระมดระวง

หลอไมเตม - อณหภมเบาตาเกนไป

- อณหภมเทตาเกนไป

- เพมอณหภมเบาใหเหมาะสม

- เพมอณหภมเทใหพอเหมาะ ใหนาโลหะไหลจนเตมชนงาน

หลอไมเตม - ทางเดอยไมเหมาะสม

- การขนชอรวมกนหลายแบบ(หนาบางไมเทากน)

- ทางเดอยตองเหมาะสมไมเลกไมยาวจนเกนไป

- ในการขนชอควรใหชนงานขนาดเดยวกนอยในชอเดยวกน

กระเปาะแหวง

- อณหภมหลอตาเกนไป - ควบคมอณหภมใหเหมาะกบขนาดของชนงาน

ใบความรท 12

วชา งานหลอมหลอเครองประดบอญมณ

ชอหนวย การตรวจสอบนาหนก ,ปญหาและวธแกไขในการหลอ

ใบงานท ๑

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การตรวจสอบชนงาน

ใบงานท ๑

ชองาน การตรวจสอบชนงาน

คาสง จงเตรยมชนงานทตดทางเดนนาโลหะกบตวเรอนใหมความเหาะสม เพอทางานในขนตอนตอไป

(รวมถงการแกการตดทางเดนนาโลหะ)

รายการวสด เครองมอ – อปกรณ ขอควรระวง

1. ตวเรอน

2. ลวดทองเหลองหนา 2 ม.ม. 3. เชอบดกร

1. อปกรณสาหรบบดกร 2. ชดเครองมอขดแตงทางเดนนาโลหะ

1. เชอบดกรไมกดเนอตวเรอน

2. ตวเรอนไมชารดเสยหาย

ใบงานท ๒

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การทาพมพยาง

ใบงานท ๒

ชองาน การทาพมพยางสาหรบงานฉดเทยนแบบเทยนงานหลอ

อดพมพยาง และผาพมพยาง

คาสง จงอดพมพยาง และผาพมพยาง คนละ 2 พมพ

รายการวสด เครองมอ – อปกรณ ขอควรระวง

1. แผนยางเหลอง

2. ใบมดผายาง 3. ชนงาน

4. แผนยางดา

1. บลอกอลมเนยม

2. เตาอบ

3. ถงมอกนความรอน

4. แผนอลมเนยม

5. ตวหนบ

6. มดผาพมพยาง 7. ซแคมป

8. จกทางนาทองเหลอง

9. กรรไกรตดยาง

10. คมตด

11. คมจบบลอกยาง

1. ระวงอยาจบอบขณะทางาน

2. ระวงมดผาตดบาดมอ

ใบงานท ๓

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การฉดเทยนและตดตนเทยน

ใบงานท ๓

ชองาน การฉดพมพเทยน

ฉดเทยนพรอมทงแตงเทยน แลวตดตนเทยน

คาสง จงฉดเทยนพรอมทงแตงเทยน จานวน 60 ชน พรอมทงตดตนเทยนตดตนเทยนยาง

รายการวสด เครองมอ – อปกรณ ขอควรระวง

1. ชนงานเทยน

2. แปง

3. สเปรยซลโคน

4. ลาตนเทยน

5. พมพยางตนแบบ

1. เครองฉดเทยนระบบสญญากาศ

2. เครอง Vacuum

3. เหลกแตงเทยน

4. หวแรง

5. ตวปรบไฟ

6. บลอกพมพยาง

7. พกน

8. ฐานยาง 9. กระบอกปน

1. ระวงหมอเทยนรอน

2. ระวงหวแรง

ใบงานท ๔

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การฉดเทยนและตดตนเทยน

ใบงานท ๔

ชองาน การทาเบาปน และการทาปนหลอ

ผสมปน เทปน อบเบาปน

คาสง จงผสมปน และเทปน จานวน 1 เบา พรอมทงตงอณหภมในการอบเบาปน

รายการวสด เครองมอ – อปกรณ ขอควรระวง

1. ปน

2. นา

3. เทปกาว

1. ตาชงปน

2. เหยอกตวงนา

3. เครองตปน

4. เครองดดอากาศ

5. เครองอบปน

6. คมจบเบา

7. เบาปน

8. กระบอกปน

9. พายเกลยปน

1. ชงนาหนกปนและนาใหถก

2. ระวงเครองตปน

3. ระวงเตาอบปน

����������

� ������������

ใบงานท ๕

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การคานวณนาหนกโลหะ

ใบงานท ๕

ชองาน การคานวณนาหนกโลหะ และการทาปนหลอแบบเตรยม คานวณนาหนกโลหะในงานหลอ พรอมทงจดเตรยมโลหะ

คาสง จงคานวณนาหนกโลหะ พรอมทงเตรยมโลหะสาหรบหลอ (ตองการหลอเงน 95%)

รายการวสด เครองมอ – อปกรณ ขอควรระวง

1. โลหะทใชหลอ(เงน) 2. ทองแดง

1. เครองชงดจตอล

1. ควรบวกนาหนกโลหะทจะหลอเพมปรมาณตามสตรโลหะทใช

ใบงานท ๖

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การหลอโลหะ และฉดลางเบาปน

ใบงานท ๖

ชองาน การ หลอมและหลอโลหะดวยเครองหลอสญญากาศ

หลอมและหลอโลหะโดยเครองหลอสญญากาศ ฉดลางปน และตดตนชอ

คาสง จงหลอมและหลอโลหะโดยเครองหลอสญญากาศพรอมทงฉดลางปน และตดตนชอ

รายการวสด เครองมอ – อปกรณ ขอควรระวง

1. โลหะทตองการหลอ(เงน) 2. ผาปดจมก

1. เครองหลอสญญากาศ

2. คมจบเบา

3. หนากาก

4. ถงมอผา

5. แปรงทาความสะอาด

6. ทวสเซอร

7. แทงคารบอน

แบบประเมนผลใบงานท ๑

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การตรวจสอบชนงาน

ชองาน ๑. การตรวจสอบชนงาน

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน คะแนน หมายเหต

3 2 1

1. ตนแบบโลหะ เกณฑการประเมน

3 หมายถง ผลงานดสมบรณสวยงามไดขนาด ตามแบบทกาหนด

2 หมายถง ผลงานดพอใช มขอบกพรองเลกนอย

1 หมายถง ผลงานมขอบกพรอง บางสวนไมได ตามแบบทกาหนด

บนทกพฤตกรรมการฝกปฏบต

2. การตดทางเดนนาโลหะ

- การบดกรทางเดนนาโลหะตดกบชนงาน

- การขดแตงทางเดนนาไดถกตอง

-การบดกรทางเดนนาโลหะถกตอง

-ตดทางเดนนาไมสนเกนไป

ไดคะแนน

รวมคะแนน

แบบประเมนผลใบงานท ๒

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การทาพมพยาง

ชองาน ๒. การทาพมพยางสาหรบงานฉดเทยนแบบเทยนงานหลอ

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน คะแนน หมายเหต

3 2 1

1. การใชเครองมออดพมพยางไดถกตอง เกณฑการประเมน

3 หมายถง ผลงานดสมบรณสวยงามไดขนาด ตามแบบทกาหนด

2 หมายถง ผลงานดพอใช มขอบกพรองเลกนอย

1 หมายถง ผลงานมขอบกพรอง บางสวนไมได ตามแบบทกาหนด

บนทกพฤตกรรมการฝกปฏบต

2. การผาพมพยาง

- การใชมดผาพมพยางไดถกตอง

3. การผาพมพแบบฟนปลา

4. การผาพมพแบบภเขา

-ผาไดถกรปแบบ

5. การนาชนงานออกมาโดยสมบรณ

6. บลอกยางฉดเทยนไดสมบรณ

7. การผาทางลมทถกตอง

ไดคะแนน

รวมคะแนน

แบบประเมนผลใบงานท ๓

เรอง การฉดเทยนและตดตนเทยน

ชองาน ๓. การฉดพมพเทยน

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน คะแนน หมายเหต

3 2 1

1. ใชเครองมอในการฉดเทยนไดถกตอง เกณฑการประเมน

3 หมายถง ผลงานดสมบรณสวยงามไดขนาด ตามแบบทกาหนด

2 หมายถง ผลงานดพอใช มขอบกพรองเลกนอย

1 หมายถง ผลงานมขอบกพรอง บางสวนไมได ตามแบบทกาหนด

บนทกพฤตกรรมการฝกปฏบต

-ปรบวาลวลมไดถกตอง

2. ใชเครองมอแตงแวกซไดถกตอง

3. รปทรงและลกษณะของชนงาน

- รปทรงมความสมดล ไมบดเบยว

- ผวชนงานแวกซเรยบเสมอกน

4. ใชเครองมอในการตดตนถกตอง

- ตดตนเทยนกบฐานยางถกตองไมเอยง

- ตดชนงานเทยนไดเหมาะสม

- ตนเทยนมนาตาเทยนนอยทสด

-ฉดเทยนไมมคลบ

ไดคะแนน

รวมคะแนน

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

แบบประเมนผลใบงานท ๔

เรอง การทาเบาปนและอบปน

ชองาน ๔. การทาเบาปน และการทาปนหลอ

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน คะแนน หมายเหต

3 2 1

1. ใชเครองมอในการผสมปนถกตอง เกณฑการประเมน

3 หมายถง ผลงานดสมบรณสวยงามไดขนาด ตามแบบทกาหนด

2 หมายถง ผลงานดพอใช มขอบกพรองเลกนอย

1 หมายถง ผลงานมขอบกพรอง บางสวนไมได ตามแบบทกาหนด

บนทกพฤตกรรมการฝกปฏบต

- ตวงสวนผสมปนและนาตรงตามกาหนด

-พนเทปกาวไดถกตอง

-ใชเครองดดอากาศไดถกตอง

-ปาดปนไดถกตอง

2. ใชเครองมอในการอบปนถกตอง

- ตงอณหภมในการอบเบาตรงตามกาหนด

-เรยงเบาปนตรงตามรปแบบ

ไดคะแนน

รวมคะแนน

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

แบบประเมนผลใบงานท ๕

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การคานวณนาหนกโลหะ

ชองาน ๕. การคานวณนาหนกโลหะ และการทาปนหลอแบบเตรยม

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน คะแนน หมายเหต

3 2 1

1. ใชเครองมอในการคานวณนาหนกโลหะไดถกตอง เกณฑการประเมน

3 หมายถง ผลงานดสมบรณสวยงามไดขนาด ตามแบบทกาหนด

2 หมายถง ผลงานดพอใช มขอบกพรองเลกนอย

1 หมายถง ผลงานมขอบกพรอง บางสวนไมได ตามแบบทกาหนด

บนทกพฤตกรรมการฝกปฏบต

- คานวณนาหนกโลหะตรงตามกาหนด

-คานวณนาหนกเมดเงน และทองแดงตามอตราสวนไดถกตอง

-คดหาเปอรเซนตการใชโลหะไดถกตอง

ไดคะแนน

รวมคะแนน

แบบประเมนผลใบงานท ๖

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

เรอง การหลอโลหะ และฉดลางเบาปน

ชองาน ๖. การหลอมและหลอโลหะโดยเครองหลอสญญากาศ ฉดลางปน และตดตนชอ

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน คะแนน หมายเหต

3 2 1

1. ใชเครองมอในการหลอสญญากาศถกตอง เกณฑการประเมน

3 หมายถง ผลงานดสมบรณสวยงามไดขนาด ตามแบบทกาหนด

2 หมายถง ผลงานดพอใช มขอบกพรองเลกนอย

1 หมายถง ผลงานมขอบกพรอง บางสวนไมได ตามแบบทกาหนด

บนทกพฤตกรรมการฝกปฏบต

-เปดเครองหลอไดถกตอง

-ตงระบบการหลอตรงตามกาหนด

-การคบเบาทถกตอง

2. การแชเบาลงนาทถกตอง

3. การฉดลางปนทถกตอง

4. การทาความสะอาดตนชอ

5. ใชเครองมอตดตนชอไดถกตอง

ไดคะแนน

รวมคะแนน

แบบทดสอบหลงเรยน

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง

กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ชอ.................................................................................... ชน......................... เลขท.......................... ตอนท 1 จงวงกลมในขอทถกตองทสด ( คะแนนเตม 20 คะแนน) 1. ถาทงกระบอกหลอทเทปนหลอแลว ไวในอากาศ นานกวา 24 ชวโมง จะตองทาอยางไร

5. การตดทางเดนนาควรตดอยางไร

ก. ใชผาชบนามนคลมไวกนปนแตก ก. ตดตรงสวนทบางสด

ข. ใชผาชบนาคลมไวไมใหนาระเหยออกจาก

ปนหลอจนหมด

ข. ตดตรงสวนทหนาสด

ค. ตดตรงสวนทหนากลางๆ

ค. ใชสเปรยฉดนาพรมไวตลอด ง. ตดตรงสวนทเรยบดานหนา ง. ฉดสเปรยเคลอบผวไว

2. ชนงานทมความบางมากตองตงอณหภมอยางไร 6. การผสมปนควรทาอยางไร

ก. ตงอณหภมหลอสงกวางานหนา เพอใหนาโลหะไหล

เขาไป เตมโพรง

ก. ใสนากอนแลวคอยใสปน

ข. ตงอณหภมหลอสงกวางานหนา เพอปองกนการเกด

โพรงอากาศ

ข. ใสปนกอนแลวคอยใสนา

ค. ตงอณหภมหลอตากวางานหนา เพอปองกน การเกด

โพรงอากาศ

ค. ใสปนกบนาพรอมๆกน

ง. ตงอณหภมหลอตากวางานหนา เพอใหนาโลหะไหล

เขาไปเตมโพรง

ง. ถกทกขอ

3. กรอบอดพมพยางโดยทวไปทาจากโลหะชนดใด

ก. สแตนเลส

7. ถาตองการผสมโลหะเงน95 %นาหนก 880 g ตองใชเงน 100% และทองแดงเทาไร

ข. เหลก ก. เงน 100% =836 g ทองแดง = 44 g

ค. อลมเนยม ข. เงน 100% =841 g ทองแดง = 39 g

ง. ทองเหลอง ค. เงน 100% =832 g ทองแดง = 48 g

ง. เงน 100% =848 g ทองแดง = 32 g

4. อณหภมทใชในการอบแมพมพยางคอเทาไร

ก. 100 ข. 150

ค. 200 ง. 250

8. ขอใด คอสญลกษณของเงน 15. อณหภมของหมอเทยนทใชในการฉดเทยนคอเทาไร ก. Au ข. Ag ก. 70 ข. 75

ค. Pt ง. Pd ค. 80 ง. 85

9. วสดชนดใดเปนตวปองกนขผงตดกบแมพมพยาง 16. อณหภมของหมอเทยนทใชในการฉดเทยนชนงานทมาความ

ก. ซลโคนสเปรยและถงแปง หนาควรตงอณหภมอยางไร ข. นามนพชและถงแปง ก. ตงใหอณหภมสงกวาปกต

ค. ถงแปงและนามนเครอง ข. ตงอณหภมตามปกต

ง. ซลโคนสเปรยและแปงมน ค. ตงใหอณหภมตากวาปกต

10. ทางเดนนาโลหะทมขนาดเลกหรอแคบจะมผลอยางไร

ง. ปดหมอเทยนแลวจงฉดเทยน

ก. ทาใหนาโลหะสวนทพงเขาไปกอนเรมแขงตวและกน

ไมใหนาโลหะทเหลอไหลเขาไปได

17. การผสมปน และเทปนลงกระบอกปนควรใชเวลาเทาไร

ก. ไมใหเกน 8 นาท

ข. ทาใหนาโลหะไหลเขาไปในโพรงไดดและไมไหลกลบ

ข. ไมใหเกน 10 นาท

ออกมา ค. ไมใหเกน 12 นาท

ค. ทาใหโลหะทหลอมรพรน ง. 15 นาท

ง. ทาใหนาโลหะมอณหภมลดลงอยางรวดเรว 18. การอบเบาปนมอณหภมทใชในการเผาไลเทยนควรใช

11. ชนงานเทยนตองหางจากผนงกระบอกหลอนอยทสดเทาไร(หลอดดสญญากาศ)

อณหภมอยทประมาณเทาไร

ก. ประมาณ 100 – 120 c

ก. ตดผนงกระบอกหลอ ข. ประมาณ 150 – 180 c

ข. ไมนอยกวา 1/4 นว ค. ประมาณ 200 – 280 c

ค. ไมนอยกวา 1/2 นว ง. ประมาณ 325 – 350 c ง. ไมนอยกวา 1 นว 19. โดยปกตปนทใชในการหลอเครองประดบ เงน จะทน

ความ

12. ทองคามตวยอวาอะไร รอนไดสงสดประมาณเทาไร

ก. Au ข. Ag ก. ประมาณ 600 - 650 c

ค. Pt ง. Pd ข. ประมาณ 700 – 750 c

13. จดหลอมเหลวของโลหะเงนคออณหภมเทาไร ค. ประมาณ 780 – 800 c

ก. 956องศาเซลเซยส

ข.961 องศาเซลเซยส ง. ประมาณ 800 - 820 c

ค. 965 องศาเซลเซยส

ง. 970 องศาเซลเซยส 20. คาความถวงจาเพาะของเงน 95% มคาเทากบเทาไร

14. จดหลอมเหลวของโลหะเงนคออณหภมเทาไร ก. 9.5 ข. 10.0

ก. 1056 องศาเซลเซยส ค. 10.5 ง. 11.0

ข. 1064 องศาเซลเซยส

ค. 1068 องศาเซลเซยส

ง. 1074 องศาเซลเซยส

แบบประเมนผลแบบทดสอบกอนเรยน/หลงเรยน รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ชอ..............................................................................................

ขอเฉลย

กอนเรยน หลงเรยน

หมายเหต

ถก ผด ถก ผด

ขอท ๑ ตอบ ค. เกณฑการประเมน

๒๐ – ๑๙ หมายถง ดมาก

๑๘ – ๑๗ หมายถง ด

๑๖ -๑๕ หมายถง ปานกลาง

๑๔ – ๑๓ หมายถง พอใช

๑๒ – ๑๑ หมายถง ไมดควรปรบปรง

บนทกผลการใชแบบทดสอบ

ขอท ๒ ตอบ ก.

ขอท ๓ ตอบ ค.

ขอท ๔ ตอบ ข.

ขอท ๕ ตอบ ข.

ขอท ๖ ตอบ ก.

ขอท ๗ ตอบ ก.

ขอท ๘ ตอบ ข.

ขอท ๙ ตอบ ก.

ขอท ๑๐ ตอบ ก.

ขอท ๑๑ ตอบ ข.

ขอท ๑๒ ตอบ ก.

ขอท ๑๓ ตอบ ข.

ขอท ๑๔ ตอบ ข.

ขอท ๑๕ ตอบ ข.

ขอท ๑๖ ตอบ ค.

ขอท ๑๗ ตอบ ข.

ขอท ๑๘ ตอบ ข.

ขอท ๑๙ ตอบ ค.

ขอท ๒๐ ตอบ ค.

ไดคะแนน (คะแนนเตม ๒๐ คะแนน)

แบบประเมนผลการเรยน รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ชอ..............................................................................................

รายการประเมน

คะแนน

หมายเหต

เตม ได

แบบทดสอบกอนเรยน-ทฤษฎ ๒๐ เกณฑการประเมน

ใบงานท ๑. การตรวจสอบชนงาน ๒๐ ชวงคะแนน ระดบคะแนน

ใบงานท ๒. การทาพมพยาง ๒๐ ๘๐-๑๐๐ ๔

ใบงานท ๓. การฉดเทยนและตดตนเทยน ๒๐ ๗๕-๗๙ ๓.๕

ใบงานท ๔. การฉดเทยนและตดตนเทยน ๒๐ ๗๐-๗๔ ๓

ใบงานท ๕. การคานวณนาหนกโลหะ ๒๐ ๖๕-๖๙ ๒.๕

ใบงานท ๖. การหลอโลหะ และฉดลางเบาปน ๒๐ ๖๐-๖๔ ๒

แบบทดสอบหลงเรยน-ทฤษฎ ๒๐ ๕๕-๕๙ ๑.๕

๕๐-๕๔ ๑

๐-๔๙ ๐

ขาดเรยนไมมสทธสอบ (ขร.) ขาดสอบ (ขส.) ไมสมบรณ (มส.) ทจรตในการสอบ (ท.) อนๆ

รวมคะแนน ๑๖๐

ไดคะแนน ๑๐๐

ผลการเรยน

ภาคผนวก

การกาหนดรหสวชา

ตวเลขตวท ๑ แทนประเภทของหลกสตร

เลข ๑ หมายถง หลกสตรวชาชพระยะสน

เลข ๒ หมายถง หลกสตรประกาศนยบตรวชาชพ

เลข ๓ หมายถง หลกสตรประกาศนยบตรวชาชพชนสง

ตวเลขตวท ๒ แทนประเภทวชา

เลข ๑ หมายถง ชางอตสาหกรรม

เลข ๒ หมายถง พาณชยกรรม

เลข ๓ หมายถง ศลปกรรม

เลข ๔ หมายถง คหกรรม

เลข ๕ หมายถง เกษตรกรรม

ตวเลขตวท ๓-๔ แทนสาขาวชาในแตละประเภทวชา

ประเภทวชาศลปกรรม

เลข ๐๑ หมายถง วจตรศลป

เลข ๐๒ หมายถง การออกแบบ

เลข ๐๓ หมายถง หตถกรรม

เลข ๐๔ หมายถง การถายภาพและวดทศน เลข ๐๕ หมายถง เครองประดบและอญมณ

เลข ๐๖ หมายถง ดนตร

ตวเลขท ๕ หมายถง กลมวชา / งานในแตละสาขาวชา

ประเภทวชาศลปกรรม

๑ สาขาวชาศลปกรรม

เลข ๑ หมายถง งานจตรกรรม

เลข ๒ หมายถง งานประตมากรรม

๒ สาขาวชาออกแบบ

เลข ๑ หมายถง งานออกแบบตกแตง เลข ๒ หมายถง งานออกแบบผลตภณฑ

เลข ๓ หมายถง งานออกแบบพาณชยศลป

๓ สาขาวชาหตถกรรม

เลข ๑ หมายถง งานจกสาน

เลข ๒ หมายถง งานเพนทส เลข ๓ หมายถง งานทอผาพนเมอง

เลข ๔ หมายถง งานโลหะรปพรรณ

เลข ๕ หมายถง งานหลอ

เลข ๖ หมายถง งานหนง เลข ๗ หมายถง งานไม

เลข ๘ หมายถง งานเครองเคลอบดนเผา ๔ สาขาวชาการถายภาพและวดทศน

เลข ๑ หมายถง งานศลปะการถายภาพ

เลข ๒ หมายถง งานการถายภาพโฆษณา เลข ๓ หมายถง งานวดทศน

๕ เครองประดบและอญมณ

เลข ๑ หมายถง งานการออกแบบและตนแบบ

เลข ๒ หมายถง งานรปพรรณ

เลข ๓ หมายถง งานประดบอญมณ

เลข ๔ หมายถง งานเจยระไนอญมณ

เลข ๕ หมายถง งานการวเคราะหอญมณ

เลข ๖ หมายถง งานชางทองโบราณ

๖ สาขาวชาดนตร เลข ๑ หมายถง ดนตร

ตวเลขท ๗ หมายถง ชวงระยะเวลาเรยนของแตละรายวชา

เลข ๑ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๑-๖๐ ชวโมง เลข ๒ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๖๑-๑๒๐ ชวโมง เลข ๓ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๑๒๑-๑๘๐ ชวโมง เลข ๔ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๑๘๑-๒๔๐ ชวโมง เลข ๕ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๒๔๑-๓๐๐ ชวโมง เลข ๖ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๓๐๑-๓๖๐ ชวโมง เลข ๗ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๓๖๑-๔๒๐ ชวโมง เลข ๘ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๔๒๑-๔๘๐ ชวโมง เลข ๙ หมายถง ระยะเวลาเรยน ๔๘๑-๕๘๐ ชวโมง

ตวเลขตวท ๗-๘ หมายถง ลาดบทรายวชาในกลมวชา / งานของแตละสาขาวชา

เลข ๐๑ หมายถง ลาดบวชาท ๑

เลข ๐๒ หมายถง ลาดบวชาท ๒

เลข ๐๓ หมายถง ลาดบวชาท ๓

เลข ๐๔ หมายถง ลาดบวชาท ๔

เลข ๐๕ หมายถง ลาดบวชาท ๕

ฯลฯ

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10218 ปฏบตตามคาสง กฎขอบงคบทางดานอาชวอนามยและและความปลอดภย

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10218.1 ปฏบตตามขอบงคบทกาหนดไวตามกฎหมาย และระเบยบขอบงคบของสถานประกอบการ

10218.2 ปฏบตตามวธการปฏบตเมอเกดอบตเหตหรอเหตฉกเฉน

10218.3 ปฏบตตามขนตอนการรกษาความปลอดภยในการปฏบตงาน

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10218.1 ก) รายละเอยดหนาท และกฎขอบงคบทผปฏบตงานตองปฏบตตามพระราชบญญต สขอนามย และความปลอดภยในสถานประกอบการ ข) ปฏบตตามขอกาหนดตามกฎหมายตลอดเวลา

ค) ปฏบตตามนโยบายและกระบวนการรกษาความปลอดภยของหนวยงาน องคกร

10218.2 ก) ปฏบตตามกระบวนการการรบมอกบสถานการณเมอเกดอบตเหต ข) ดาเนนการรบมออยางถกตองขณะเกดอบตเหตอนตราย

ค) ดาเนนการรบมอกบสถานการณฉกเฉนตามขอบงคบวาดวยการอพยพ เคลอนยายจาก อาคาร สถานทได ง) สามารถใชอปกรณพนฐานในการดบเพลงทมไวในพนทปฏบตงานได

10218.3 ก) ปฏบตในพนททางานอยางเหมาะสม แตงกายพรอมสาหรบลกษณะงานทปฏบต ข) สารวจอปกรณปองกนภยสวนตว และดแลเรองความสะอาดสขอนามย

ค) ปฏบตงานดวยความรบผดชอบทกขณะในบรเวณ สถานประกอบการ

ง) รกษาความปลอดภยในพนทปฏบตงานเสมอ

ขอบเขต (Range Statement) 10218.1

• ปฏบตตามพระราชบญญตวาดวยการปฏบตงาน ในสวนทเกยวของกบสขอนามยและความปลอดภย อกทงไมกออนตรายแกผรวมงาน อนเนองจากความประมาทหรอการละเวนไมปฏบตตามกฎขอบงคบทมอย

• ปฏบตตามขอบงคบทวไปวาดวยบรเวณสถานประกอบการขอบงคบในการควบคมภยจากสารอนตราย ขอบงคบในการบรหารจดการดานสขอนามยและความปลอดภย และขอบงคบเฉพาะกาลซงครอบคลมการทางานของผปฏบตงาน

• ปฏบตตามนโยบายดานความปลอดภย ระเบยบวาดวยการดาเนนการหนวยงาน องคกร

• ปฏบตตามเครองหมาย ปายสญลกษณ วธการใชงาน ทแจงเกยวกบสารอนตราย เครองจกร เครองมอ

10218.2 • จดการปฐมพยาบาลตามขนตอน รายงานอบตเหต และการบนทกเหตการณ • พจารณาขนตอนการปฏบตเมอเกดอบตเหต

• อปกรณและเครองมอปองกนอนตราย เชน ถงดบเพลง 10218.3

• เตรยมพรอมสาหรบการปองกนกน หรอปฏบตเมอเกดอบตเหต • รกษาสขภาสพอนามยและความสะอาด อปกรณปกปองการหายใจ,เสยง,สายตาผวหนงเทาและปองกนอนตรายจากการดม การกน

• ปฏบตตามขนตอนทกาหนด หรอปายแสดง ในการใชพนท เครองจกร อปกรณตางๆ

• ดแลจดการเกบรกษาความสะอาด เศษวสด อปกรณ เครองมอ ทางเดน ทางหนไฟ พนททางาน

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10218.1

1. ความสามารถทแสดงใหเหนวาผปฏบตงานเขาใจหนาทและขอบงคบขอกฎหมาย ระเบยบบงคบ ของหนวยงานองคกร 2. แบบบนทก หรอเอกสารสรปการปฏบต

10218.2

1. ความรและทกษะเรองการใชอปกรณ เครองมอ ขนตอนการปฐมพยาบาลเมอเกดอบตเหต 2. ความรเรองการปองกนอบตเหตในการปฏบตงาน

3. ความรเรองนโยบายของหนวยงานทกาหนดไว 10218.3

1. ดาเนนงานไดลลวงเปนไปตามกฎขอบงคบดานกฎหมายและนโยบาย ระเบยบวาดวยสขอนามย และความปลอดภยในสถานประกอบการ 2. สวมชดปองกนและอปกรณนรภยทเหมาะสมถกตองในทกลกษณะหนาทงานทรบผดชอบ

3. ปฏบตตนดวยความรบผดชอบตลอดเวลา ขณะปฏบตหนาท 4. ดแลรกษาบรเวณพนทปฏบตงานใหอยในสภาพเรยบรอยปลอดภยอยเสมอ

ความรทตองการ (Knowledge Requirement) 10218.1

1. ความรเรองหนาทความรบผดชอบของผปฏบตงานและผอนตามพระราชบญญตวาดวย

สขอนามยและความปลอดภย

2. กฎขอบงคบเฉพาะกาล ระเบยบนโยบายการปฏบต กระบวนการรกษาความปลอดภย

3. วธการนาขอมลเกยวกบสขอนามยและความปลอดภยมาใชในการปฏบตงาน

4. ความรในการสบหาขอมล

10218.2 1. ความรและทกษะเรองการใชอปกรณ เครองมอ ขนตอนการปฐมพยาบาลเมอเกดอบตเหต

2. ความรเรองการปองกนอบตเหตในการปฏบตงาน

3. ความรเรองนโยบายของหนวยงานทกาหนดไว 10218.3

1. วธการใชชดปองกนและอปกรณนรภยทเหมาะสมถกตอง 2. ความรเรองอนตรายในหนาทงานทรบผดชอบ

3. วธจดเตรยมและดแลรกษา จดเกบรกษา มาตรฐานและการจดระบบ พนทปฏบตงาน วสด เครองมอ อปกรณ ผลตภณฑ 4. วธการเกบรวบรวมและหรอเกบทงวสดเหลอใชใหปลอดภยเปนไปตามระเบยบขอบงคบ

แนวทางการประเมน (Assessment Guidance) 1. สภาพการประเมน (Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและ

ชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10202 ทาพมพยางสาหรบงานฉดเทยน

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 102.1 เตรยมวสดอปกรณ

102.2 กาหนดและจดการอดพมพยาง 102.3 วางแผนและกาหนดลกษณะในการผายาง 102.4 ผาพมพยางและการเกบรกษา

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 102.1 ก) เตรยมบลอกอลมเนยม พรอมแผนประกบไดเหมาะสม

ข) ตรวจสอบเครองอดพมพยางพรอมใชงานได ค) เตรยมอปกรณอนๆ ในกระบวนการทาพมพยางไดครบถวน ง) รคณสมบตของยางแตละชนด

102.2

ก) เลอกกรรมวธและวสดทาพมพยางไดเหมาะสม

ข) อดพมพยางไดสมบรณ

ค) กาหนดอณหภม และเวลาไดเหมาะสมกบชนด ขนาด และลกษณะของยาง 102.3

ก) เลอกกรรมวธและวสดทาพมพยางไดเหมาะสม

ข) อดพมพยางไดสมบรณ

ค) กาหนดอณหภม และเวลาไดเหมาะสมกบชนด ขนาด และลกษณะของยาง 102.4

ก) ผาพมพยางไดสมบรณ พรอมนาไปใชงานไดสะดวก

ข) ผาพมพยางโดยไมทาใหแมพมพเสยหาย ค) เกบรกษาพมพยางไวในททเหมาะสม และเปนระเบยบ

ขอบเขต (Range Statement) 102.1

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• สามารถเลอกใชเครองมออปกรณไดถกตอง • คณสมบตทางกายภาพของยาง • สามารถตรวจสอบเครองมอ อปกรณได

102.2 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• สามารถเลอกใชเครองมออปกรณไดถกตอง • สามารถอดพมพยางไดสมบรณและเหมาะสม

102.3 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• สามารถเลอกใชเครองมออปกรณไดถกตอง • สามารถอดพมพยางไดสมบรณและเหมาะสม

102.4 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• สามารถเลอกใชเครองมออปกรณไดถกตอง • สามารถผาพมพยางไดด สามารถใชงานไดจรง

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 102.1

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

102.2

1. ความรคณสมบตและชนดของยาง 2. ความรและทกษะในการจดเตรยมเครองมออปกรณ

3. ความรและทกษะในการใชเครองมออปกรณ

102.3

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

102.4

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement) 102.1

1. ความรคณสมบตและชนดของยาง 2. ความรและทกษะในการจดเตรยมเครองมออปกรณ

3. ความรและทกษะในการใชเครองมออปกรณ

102.2 1. ความรคณสมบตและชนดของยาง 2. ความรและทกษะในการจดเตรยมเครองมออปกรณ

3. ความรและทกษะในการใชเครองมออปกรณ

102.3 1. ความรคณสมบตและชนดของยาง 2. ความรและทกษะในการจดเตรยมเครองมออปกรณ

3. ความรและทกษะในการใชเครองมออปกรณ

102.4

1. ความรคณสมบตและชนดของยาง

2. ความรและทกษะในการจดเตรยมเครองมออปกรณ

3. ความรและทกษะในการใชเครองมออปกรณ

4. ความรและทกษะในการผาพมพยางไดอยางถกวธ

5. ความรและทกษะในการเกบรกษาพมพยาง

6. ทกษะการตรวจสอบแมพมพ แนวทางการประเมน (Assessment Guidance)

1. สภาพการประเมน(Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10203 ทาตนเทยนงานหลอ ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10203.1 ฉดเทยน

10203.2 แตงเทยน

10203.3 ตดตนเทยน

10203.4 ชงนาหนกเทยน

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10203.1 ก) รและเขาใจวธการใชงานเครองฉดเทยนและสามารถใชอปกรณไดถกตอง ข) รคณสมบตของเทยนแตละชนด

ค) สามารถฉดเทยนไดชนงานทสมบรณไมเสยรปทรง ง) สามารถแกไขปญหาการฉดเทยนได

10203.2

ก) รและเขาใจวธการใชอปกรณแตงเทยนไดด ข) เลอกใชอปกรณแตงเทยนไดถกตอง เหมาะสมกบลกษณะงาน

ค) ตด ตอขนาดแหวน และแตงปรบผวเทยนไดสะอาดเรยบรอย ง) ตรวจสอบและประกอบชนสวนเทยนไดถกตอง

10203.3

ก) มความรและเขาใจสามารถแยกประเภทงานทจะนามาตดตนรวมกนไดอยางถกตองตามขนาดของชนงานและชนดโลหะ

ข) กาหนดทางวงของนาโลหะไดเหมาะสม ค) ตดชนงานบนตนเทยนไดปรมาณและขนาดรวมทงระยะหางทเหมาะสม 10203.4

ก) รและเขาใจสตรการคานวณนาหนกเทยนเปนโลหะแตละชนดทใช

ข) บนทกขอมลนาหนกเทยน นาหนกโลหะทไดจากการชงและการคานวณ

ขอบเขต (Range Statement) 10203.1

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• ฉดเทยนไดสมบรณ ถกตองตามกาหนด • สามารถแกไขปญหาในการทางานได

10203.2 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถแตง ประกอบเทยนไดถกตอง

10203.3 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • ประกอบตนเทยนไดถกตอง

10203.4 • มทกษะในการคดคานวณและการบนทกเอกสารทแมนยาถกตอง • รและเขาใจ มทกษะในการใชเครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10203.1

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

10203.2

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

10203.3

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

10203.4

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement) 10203.1

1. ความรดานคณสมบตและชนดของเทยน

2. ความรและทกษะในการเลอกใชเทยนถกตอง

3. ความรและทกษะในการใชเครองฉดเทยน

10203.2

1. ความรดานคณสมบตและชนดของเทยน

2. ความรและทกษะในการเลอกใชเทยนถกตอง

3. ความรและทกษะในการเลอกใชเครองมออปกรณแตงเทยนไดถกตอง 10203.3

1. ความรดานคณสมบตและชนดของเทยน

2. ความรและทกษะในการเลอกใชเทยนถกตอง 3. ความรและทกษะในการเลอกใชเครองมออปกรณแตงเทยนไดถกตอง

10203.4 1. ความรดานการคานวณ 2. ความรและทกษะในการบนทกขอมล 3. ความรและทกษะในการเลอกใชเครองมออปกรณในการชงนาหนก และบนทกขอมล

แนวทางการประเมน (Assessment Guidance) 1. สภาพการประเมน(Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10204 ทาแบบปนงานหลอ

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10204.1 ทาแบบปน

10204.2 ละลายเทยนออกจากแบบปน

10204.3 อบแบบปน

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10204.1 ก) รและเขาใจวธการใชเครองผสมปนและอปกรณไดด ข) รคณสมบตเฉพาะของปนและวธการผสมปนแตละชนดไดด ค) ผสมปน เทปนลงกระบอกในสภาพทสมบรณโดยไมทาใหตนเทยนเสยหาย

10204.2 ก) รวธการใชเครองมอและอปกรณละลายเทยน

ข) กาหนดอณหภมและเวลาการละลายเทยนไดเหมาะสมกบลกษณะและปรมาณเทยน ค) ละลายเทยนออกจากกระบอกปนโดยไมทาใหตนแบบปนเสยหาย

10204.3 ก) รวธการใชเตาอบแบบปน

ข) กาหนดการใชอณหภมและเวลาทเหมาะสมกบลกษณะประเภทงาน ค) ดแลรกษาเตาอบปนไดด

ขอบเขต (Range Statement) 10204.1

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• ความรและทกษะการเทปนลงกระบอก • สามารถผสมและเทปนลงกระบอกไดจานวนทเหมาะสมกบระยะเวลาการปฏบตงาน

10204.2 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• สามารถละลายเทยนออกจากปนไดเหมาะสม และไมเสยหาย 10204.3

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถอบปนไดตรงตามความตองการ

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10204.1, 10204.2 , 10204.3

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement) 10204.1

1. ความรดานคณสมบตและชนดของปนงานหลอ 2. ความรและทกษะในการใชเครองผสมปนและอปกรณ

10204.2

1. ความรดานคณสมบตและชนดของปนงานหลอ

2. ความรและทกษะในการใชเครองผสมปนและอปกรณ

3. ความรและทกษะในการใชเตานงเทยน

4. ความรและทกษะการควบคมอณหภมเตานงเทยน , เตาอบปน 10204.3

1. ความรดานคณสมบตและชนดของปนงานหลอ

2. ความรและทกษะในการใชเครองผสมปนและอปกรณ

3. ความรและทกษะการควบคมอณหภมเตานงเทยน , เตาอบปน

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

แนวทางการประเมน (Assessment Guidance) 1. สภาพการประเมน(Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและ

ชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10205 จดเตรยมโลหะงานหลอ

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10205.1 จาแนกชนดโลหะดวยสายตา

10205.2 ระบคณสมบตของสวนผสมโลหะ

10205.3 การจดเตรยมโลหะชนดตางๆสาหรบงานหลอ

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10205.1 ก) ระบชนดตาง ๆ ของโลหะไดถกตอง ข) สามารถคดแยกชนดของโลหะได

10205.2

ก) รคณสมบตของโลหะเบองตน ข) เลอกชนดและคณสมบตของสวนผสมโลหะชนดตางๆ ได

10205.3

ก) สามารถอานและเขยนชอชนดของโลหะได ข) สามารถชงนาหนกของโลหะไดถกตองตามใบสงงาน

ขอบเขต (Range Statement) 10205.1

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถ จาแนกชนดของโลหะดวยสายตาไดถกตอง

10205.2 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถระบคณสมบตของโลหะไดถกตอง

10205.3 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถจดเตรยมโลหะชนดตาง ๆ สาหรบงานหลอไดถกตอง

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10205.1 , 10205.2 , 10205.3

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement)

10205.1 , 10205.2 , 10205.3

1. ความรและทกษะในการจาแนกและระบชนดของโลหะ

2. ความรและทกษะในการระบคณสมบตของโลหะ

3. ทกษะในการใชเครองชง ตวง วด

แนวทางการประเมน (Assessment Guidance) 1. สภาพการประเมน(Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและ

ชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10206 หลอมและหลอโลหะดวยความรอนจากแกส

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10206.1 เตรยมเครองจกร เครองมอ วสด อปกรณ และโลหะ

10206.2 จดการหลอมและหลอ

10206.3 ลางปน ตดชอโลหะ

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10206.1

ก) ตรวจสอบเครองหลอ เครองมอ อปกรณพรอมใชงาน ข) จดเรยงโลหะสาหรบงานหลอ ค) ตรวจสอบอณหภมเบาปนพรอมหลอ

10206.2 ก) จดลาดบการหลอมตามความเหมาะสมของโลหะแตละชนดไดถกตอง ข) หลอมโลหะโดยใชเปลวไฟ และอณหภมทเหมาะสมกบชนดและปรมาณของโลหะ ค) ควบคมการทางานของเครองหลอดวยแกสไดถกตอง

10206.3 ก) ลางปนออกจากตนชอโลหะใหสะอาด

ข) ตดกานชนงานบนชอโลหะไดตาแหนงทเหมาะสม ค) ตดกานชนงานโดยไมทาใหชนงานเสยหาย และเสยรปทรง

ขอบเขต (Range Statement) 10206.1

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถเตรยมเครองจกร เครองมอ วสด อปกรณ และโลหะไดถกตอง เหมาะสม

10206.2 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• สามารถจดการหลอมและหลอไดถกตอง • ชนงานหลอสาเรจไดตามเกณฑทกาหนด • คาสญเพลงไมเกนเกณฑทกาหนด

10206.3 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• ชนงานหลอสาเรจไดตามเกณฑทกาหนด • รกษาสวนสญเสยโลหะ

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10206.1 , 10206.2 , 10206.3

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement) 10206.1

1. ความรและทกษะในการจาแนกและระบชนดของโลหะ

2. ความรและทกษะในการตรวจสอบดแลบารงรกษาและการเตรยมเครองหลอและอปกรณ

3. ความรและทกษะในขบวนการบรหารจดการกระบวนการหลอ 10206.2

1. ความรและทกษะในการตรวจสอบดแลบารงรกษาและการเตรยมเครองหลอและอปกรณ

2. ความรและทกษะในขบวนการบรหารจดการกระบวนการหลอ 3. ความรและทกษะการวเคราะหและแกไขปญหางานหลอ

10206.3 1. ความรและทกษะในการตรวจสอบดแลบารงรกษาและการเตรยมเครองหลอและอปกรณ

2. ความรและทกษะในขบวนการบรหารจดการกระบวนการหลอ

3. ความรและทกษะการวเคราะหและแกไขปญหางานหลอ 4. ความรและทกษะการลางปนและตดชอโลหะ

แนวทางการประเมน (Assessment Guidance) 1. สภาพการประเมน(Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและ

ชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10207 หลอมและหลอดวยความรอนจากกระแสไฟฟา

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10207.1 เตรยมเครองจกร เครองมอ วสด อปกรณ และโลหะ

10207.2 จดการหลอมและหลอ

10207.3 ลางปน ตดชอโลหะ

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO)

เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10207.1

ก) ตรวจสอบเครองหลอ เครองมอ อปกรณพรอมใชงาน ข) จดเรยงโลหะสาหรบงานหลอ ค) ตรวจสอบอณหภมเบาปนพรอมหลอ

10207.2

ก) จดลาดบการหลอมตามความเหมาะสมของโลหะแตละชนดไดถกตอง ข) หลอมโลหะโดยกาหนดอณหภมทเหมาะสมกบชนดและปรมาณของโลหะ ค) ควบคมการทางานของเครองหลอระบบไฟฟาไดถกตอง

10207.3

ก) ลางปนออกจากตนชอโลหะใหสะอาด

ข) ตดกานชนงานบนชอโลหะไดตาแหนงทเหมาะสม ค) ตดกานชนงานโดยไมทาใหชนงานเสยหาย และเสยรปทรง

ขอบเขต (Range Statement) 10207.1

• เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน • สามารถเตรยมเครองจกร เครองมอ วสด อปกรณ และโลหะไดถกตอง เหมาะสม

10207.2 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• ควบคมระบบหลอมและหลอดวยไฟฟาไดอยางเหมาะสม มประสทธภาพ

• ชนงานหลอสาเรจไดตามเกณฑทกาหนด • คาสญเพลงไมเกนเกณฑทกาหนด

10207.3 • เครองมอ อปกรณในการปฏบตงาน

• ชนงานหลอสาเรจไดตามเกณฑทกาหนด • รกษาสวนสญเสยโลหะ

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10207.1 , 10207.2 , 10207.3

1. เครองมอ อปกรณ วสดและชนงานในการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement)

10207.1

1. ความรและทกษะในการจาแนกและระบชนดของโลหะ

2. ความรและทกษะในการตรวจสอบดแลบารงรกษาและการเตรยมเครองหลอและอปกรณ

3. ความรและทกษะในขบวนการบรหารจดการกระบวนการหลอ 10207.2

1. ความรและทกษะในการจาแนกและระบชนดของโลหะ

2. ความรและทกษะในการตรวจสอบดแลบารงรกษาและการเตรยมเครองหลอและอปกรณ

3. ความรและทกษะในขบวนการบรหารจดการกระบวนการหลอ

4. ความรและทกษะการวเคราะหและแกไขปญหางานหลอ 10207.3

1. ความรและทกษะในการจาแนกและระบชนดของโลหะ

2. ความรและทกษะในการตรวจสอบดแลบารงรกษาและการเตรยมเครองหลอและอปกรณ

3. ความรและทกษะในขบวนการบรหารจดการกระบวนการหลอ

4. ความรและทกษะการวเคราะหและแกไขปญหางานหลอ

5. ความรและทกษะการลางปนและตดชอโลหะ แนวทางการประเมน (Assessment Guidance)

1. สภาพการประเมน(Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย หองปฏบตงาน เครองมออปกรณ วสดและชนงาน แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอชนงานของจรง หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

หลกสตรวชาชพระยะสน

โครงการฝกอบรมเชงปฏบตการหลกสตร “การแกะ Wax และการหลอฉดตวเรอนเครองประดบ ระดบพนฐาน”

โดยความรวมมอระหวาง กาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง กบ กรมธนารกษ

รหสวชา ๑๓๐๕ - ๒๒๐๘ วชางานหลอมหลอเครองประดบอญมณ เวลาเรยน ๑๐๘ ชวโมง

ขอกาหนดคณลกษณะโมดล

รหส – ชอโมดล (module Code & Name) 10205 พฒนาฝมอ สราง และรกษาสมพนธภาพในการทางาน ทมประสทธภาพ

ระยะเวลา (Duration)

มาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standard) 10205.1 พฒนาทกษะฝมอ

10205.2 สรางและรกษาสมพนธภาพในการทางาน

โมดลทตองเรยนกอน (Prerequisite)

กฤตกรรมปลายทาง (Terminal Performance Objective : TPO)

จดประสงคนาทาง (Enabling Objective : EO) เกณฑการปฏบตงาน (Performance Criteria : PC) 10205.1

ก) อธบายถงขดความสามารถในการทางานทตนเองตองปฏบตใหได ข) ระบจดประสงคทตนเองตองบรรลในการพฒนางาน

ค) จดหาขอมลทจะชวยประเมนความกาวหนาของตนเอง ง) ใชขอมลสะทอนกลบ และขอแนะนามาปรบปรงการทางานของตนเองได

10205.2

ก) ตอบรบการขอขอมลหรอขอความชวยเหลอดวยทาททด และตามเวลาทเหมาะสม ข) มความสภาพ ออนนอม เมอตองขอความชวยเหลอ หรอขอแนะนา

ค) เคารพความคดเหน สทธ และทรพยสนของผอ

ง) นาเสนอหนวยงาน และสายการปฏบตงาน ตอบคคลภายนอกในภาพลกษณทด ขอบเขต (Range Statement)

10205.1 • ตรวจสอบกบหวหนาของตนเอง • การประเมนตนเอง • วธการปรบปรงการปฏบตงาน

• การแนะนาจากหวหนาของตนเองเกยวกบฝมอการทางาน และคาแนะนาจากเพอนรวมงาน

10205.2 • เสนอความชวยเหลอ ใหขอมลหรอคาแนะนากบผอน

• การแกไขปญหาในการปฏบตงาน

• การปฏบตตามนโยบายของหนวยงาน องคกร

• การนาเสนอ หรอชแจงรายละเอยดการปฏบตงาน • บนทก หรอจดทาเอกสารขอมลสรปงาน

ทกษะทตองการ (Skill Requirement) 10205.1

1. บอกรายละเอยด จดประสงคในการพฒนาทตนเองกาหนดไว และระบวธการพฒนา 2. นาเสนอตวอยางขอมลเกยวกบการปฏบตงาน และความกาวหนาของตนเอง 3. อธบายตวอยางสถานการณทตนเองไดนาขอมลสะทอนกลบกลบ และขอแนะนา ชแนะทไดมาใชปรบปรงการพฒนาฝมอทกษะของตนเอง 4. สมดบนทก หรอรายงานการปฏบตงาน

10205.2 1. การใหความชวยเหลอ แนะนา การใหขอมลแกผอน 1. ใหความเคารพความคดเหน และสทธของผอน

2. กรยา มารยาท ในการตดตอสอสาร ในการปฏบตงาน

3. สมดบนทก หรอรายงานการปฏบตงาน

ความรทตองการ (Knowledge Requirement) 10205.1

1. ความรเกยวกบการวางแผนพฒนาตนเอง 2. หนาทความรบผดชอบของตนเองตอเพอนรวมงานขณะปฏบตงาน

3. หลกฐานการปฏบตงานทแสดงใหเหนถงภาระงาน และความกาวหนาในการดาเนนงาน

10205.2

1. ความรเกยวกบบทบาทหนาทของตนเองและผอน

2. หลกฐานของขอบงคบทใชในการทางานของผปฏบตงานและการประสานงาน

3. วธการและการแกไขปญหา 4. วธการนาเสนอภาพลกษณของหนวยงาน หรอองคกร

แนวทางการประเมน (Assessment Guidance) 1. สภาพการประเมน (Assessment Condition) สถานทปฏบตงานจรงหรอสถานทฝกงานประกอบดวย แบบบนทก แบบรายงานผล

2. หลกฐานการปฏบตงานทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก 3. หลกฐานความรทตองการ เชนแฟมสะสมผลงาน หรอสมดบนทก หรอแบบทดสอบความร

คณะผจดทา คณะทปรกษา นางนวลอนงค ธรรมเจรญ ผอานวยการกาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง วทยากร นายรงวทย เตมพทยาเวช ผเรยบเรยง นาย จกรพล เรบานเกาะ วชาการและผควบคมการฝกอบรม นายธวช ศรเพชรพนธ รองผอานวยการกาญจนาภเษกวทยาลย ชางทองหลวง

top related