โครงงานวิทยาศาสตร์ mush… ·...

Post on 12-Oct-2020

15 Views

Category:

Documents

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

โครงงานวทยาศาสตร

เรอง ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนท

ผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกน

ผจดท า

นางสาวเจนจรา ตะเกงผล

นางสาววรศราวรรณ ยนดมาก

นายธนานนต คลกร

ชนมธยมศกษาปท 6/1

โรงเรยนบรรมยพทยาคม

รายงานนเปนสวนหนงของโครงงานวทยาศาสตร

ภาคเรยนท 2 ปการศกษา 2556

ชอโครงงาน ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณ ตางๆกน

ผจดท า 1. นางสาวเจนจรา ตะเกงผล

2. นางสาววรศราวรรณ ยนดมาก

3. นายธนานนต คลกร

ครทปรกษา นางสาวพมลพรรณ ปรงโพธ

นายสทธชย ขาวสกล

ครทปรกษาพเศษ นางเพชรนทร สมสะอาด

โรงเรยนบรรมยพทยาคม

บทคดยอ

โครงงานเรอง ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกนมจดมงหมายเพอศกษาประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกนไดแก ปรมาณ1 กโลกรม และ 2 กโลกรม ซงพจารณาจากความยาวเสนใยเหดนางรม และมวลของดอกเหดตอชอ พบวา สตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมความยาวเสนใยมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 1 กโลกรม และสตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมมวลดอกเหดตอชอมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม พบวา สตรอาหารเพาะเหดทท าใหประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมดทสด คอสตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม

กตตกรรมประกาศ

โครงงานนส าเรจลลวงไปไดดวยดโดยรบความชวยเหลออยางดยงจากคณครเพชรนทร สมสะอาด คณครประจ าคณะพชศาสตร สาขาเพาะเหด วทยาลยเกษตรและเทคโนโลยบรรมย รวมทงค าแนะน าทเปนประโยชนจากครทปรกษาโครงงานและคณครสปราณ มงคลล า ตลอดจนคณะครกลมสาระการเรยนรวทยาศาสตรทกทาน และวทยาลยเกษตรและเทคโนโลยบรรมย ทใหความอนเคราะหในการใชสถานท อปกรณและเครองมอตางๆคณะผจดท าโครงงานจงขอขอบพระคณเปนอยางสงมา ณ โอกาสน

คณะผจดท า

สารบญ

เรอง หนา

บทคดยอ ก

กตตกรรมประกาศ ข

สารบญ ค

สารบญตาราง ง

บทท 1 บทน า 1

บทท 2 เอกสารและงานวจยทเกยวของ 3

บทท 3 วสด อปกรณและวธด าเนนการทดลอง 17

บทท 4 ผลการทดลอง 21

บทท 5 สรป อภปรายผลการทดลองและขอเสนอแนะ 29

ภาคผนวก 31

บรรณานกรม 37

สารบญตาราง

ตารางท หนา

1 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางกนๆครงท1 21

2 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางกนๆครงท2 22

3 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางกนๆครงท3 23

4 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางกนๆ เมอครบ 4 สปดาห 24

5 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท 1 25

6 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท 2 26

7 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท 3 27

8 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน 28

บทท 1

บทน า

ทมาและความส าคญ

ปจจบนเหดนางรมมคณคาทางอาหารสง โดยเฉพาะโปรตน คารโบไฮเดรต วตามน และธาตอาหารหลายชนด เชน แคลเซยม ฟอสฟอรส โพแทสเซยม มวตามนบ 1 และบ 2 สงกวาเหดชนดอน และยงมกรดโฟลคสงกวาพชผกและเนอสตวชวยปองกนรกษาโรคโลหตจางไดจงเหมาะส าหรบผปวยโรคเบาหวาน ความดนโลหตสง และมปรมาณโซเดยมต าจงใชเปนอาหารผทปวยเปนโรคหวใจและโรคไตอกเสบท าใหเหดนางรมเปนทตองการของตลาดเปนอยางมาก ซงในการผลตเหดนางรมนนมหลายขนตอน ตงแตการท าหวเชอเหดนางรม กระจายเชอเหดนางรมลงถงขเลอย บมเชอเหดนางรม กระทงเสนใยเจรญเตมวสดเพาะจงน าไปเปดปากถงและรดน าใหออกดอกภายในโรงเรอน จากการศกษาเบองตนพบวาในจงหวดบรรมยมแหลงผลตกอนเชอเหดทส าคญ คอ แผนกวชาเพาะเหดวทยาลยเกษตรและเทคโนโลยบรรมยทไดมการใชสตรอาหารเพาะเหดนางรม ซงมสวนผสมคอ ขเลอยแหง ร าขาวออน ปนขาว ดเกลอ แรมอนทหรอเถาภเขาไฟและน า

จากการศกษาพบวา แรมอนท หรอ Montmorillonite เปนกลมของเถาภเขาไฟ ทเกดจากการระเบดขนมาจากปลองภเขาไฟทามกลางลาวา แลวถกผลกดนจนลอยขนระเบดกลางอากาศ ซงการระเบดนท าใหตวมนเองเกดรพรนและความโปรงมหาศาล ซงในตวของแรมอนทนจะอดมไปดวยแรธาตตางๆมากมาย และยงมสมบตในการดดความชนไดด ดวยเหตนจงเหมาะสมทจะน ามาเปนสวนผสมในกอนเชอเหดและเปนสวนผสมของสารกระตนเหด

ดงนน ผจดท าโครงงานจงคดทจะศกษาประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกน เพอเปนการเพมผลผลตทงปรมาณและคณภาพของเหดนางรม เพอเปนประโยชนตอเกษตรกรตอไป

จดประสงค

ศกษาประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกน

ตวแปร

ตวแปรตน ปรมาณแรมอนทตอขเลอย 100 กโลกรมไดแก ปรมาณ1 กโลกรม และ 2 กโลกรม

ตวแปรตาม ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมซงพจารณาจากความยาวเสนใยเหดนางรม และมวลของดอกเหดตอชอ

ตวแปรควบคม เชอเหดนางรมฮงการ จากแผนกวชาเพาะเหด วทยาลยเกษตรและเทคโนโลยบรรมย ปรมาณของขเลอยแหง ร า ปนขาว ดเกลอ แรมอนทและน า สงแวดลอมในการเลยงเหดนางรมและปรมาณของอาหารแตละถง

ขอบเขตโครงงาน

โครงงานนศกษาเฉพาะอาหารเพาะเหดนางรมฮงการทใชแรมอนทเทานน

นยามศพทเฉพาะ

ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรม หมายถง ความสามารถของแรมอนททท าใหเสนใยเหดนางรมเจรญไดด ซงพจารณาจากความยาวเสนใยเหดนางรม และมวลของดอกเหดตอชอ

ความยาวเสนใยเหดนางรม หมายถง ความยาวทเสนใยเหดนางรมเจรญจากเมลดขาวฟางทมเชอเหดนางรม ซงวดไดจากบรเวณทเขยเชอ ถงบรเวณปลายของเสนใยเหดนางรม

มวลของดอกเหดตอชอ หมายถง มวลของดอกเหดเฉลยตอจ านวนถง

บทท 2

เอกสารและงานวจยทเกยวของ

โครงงานเรอง ศกษาผลของการใชแรมอนทเปนสวนผสมในสตรอาหารเพาะเหดนางรม มการศกษาคนควาขอมลในงานวจยทเกยวของดงน

1. เหดนางรม 2. การเพาะเลยงเหดนางรม 3. ปจจยทมผลตอการเจรญเตบโตของเหดนางรม-เหดนางฟา 4. แรมอนท 5. Montmorilloniteสวนประกอบของ Bentonite

1. เหดนางรม

ความส าคญและประโยชนทวไป

เหดนางรมมถนก าเนดแถบยโรป มการเจรญเตบโตไดดในไมโอค (oak) เมเปล (maple) ไมพช (peach) ฯลฯ และสามารถเจรญเตบโตไดดในเขตอบอน ตอมาไดมการทดลองเพาะเลยงในไทย พบวาสามารถปรบตวเจรญไดดในไทยจนเปนทรจกกนด เหดนางรมจดเปนเหดทนยมรบประทานกนมาก เนองจากมลกษณะคลายเหดขอนขาวหรอเหดมะมวง ทเกดขนตามธรรมชาตบนตอไมผ ประกอบกบเปนเหดทมสขาวสะอาด มคณคาทางอาหารสง และมรสชาตหอมหวาน เนอเหดไมเหนยวและยงมสารบางอยางมสรรพคณเปนยารกษาโรค จงเปนทนยมผลตเพอบรโภคกนมาก

เหดนางรมมคณคาทางอาหารสง โดยเฉพาะโปรตน คารโบไฮเดรต วตามน และธาตอาหารหลายชนด เชน แคลเซยม ฟอสฟอรส โปตสเซยม ใหพลงงานคอนขางสง มวตามนบ 1 และบ 2 สงกวาเหดชนดอน และยงมกรดโฟลคสงกวาพชผกและเนอสตว ชวยปองกนรกษาโรคโลหตจางได จงเหมาะส าหรบผปวยโรคเบาหวาน ความดนโลหตสง และมปรมาณโซเดยมต าจงใชเปนอาหารผทปวยเปนโรคหวใจและโรคไตอกเสบ

ลกษณะทางชววทยาและสณฐานวทยา

การจ าแนกเหดนางรม ชอวทยาศาสตรPleurotusosttreatus (Fr.) Kummer

ชอสามญ Oyster mushroom

Subdivision Basidiomycotina

Class Hymenomycetes

Subclass Holobasidiomycetidae

Order Agaricales (Agarics)

Family Pleurotaceae

Genus Pleurotus

Specie ostreatus

ชนดของเหดนางรม

เหดนางรมทนยมเพาะโดยทวไปแบงตามสมอย2 ชนด ไดแก

1. เหดนางรมสขาว (White type หรอ Florida type) เจรญเตบโตไดในสภาพอณหภมสง จงน ามาเพาะเลยงในชวงฤดรอน เหดชนดนจะออกดอกไดดทอณหภมสงกวา 20 องศาเซลเซยส หมวกดอกมสขาว และมน าหนกมากกวาเหดนางรมสเทา แตหมวกดอกจะมขนาดเลกและบางกวานางรมสเทา

2. เหดนางรมสเทา (Grey type หรอ Winter type) เจรญไดดในสภาพอณหภมต า จงเพาะเลยงในชวงฤดหนาว เหดจะออกดอกไดดทอณหภมต ากวา 20 องศาเซลเซยส หมวกดอกหนาและมขนาดใหญแตผลผลตต ากวาชนดแรก

รปรางลกษณะของเหดนางรม

เนองจากเหดนางรมมรปรางเหมอนหอยนางรมจงเรยกเหดนวา Oyster mushroom ประกอบ

ดวยสวนตางๆ ดงน

1. หมวกดอก (cap หรอ pileus) มลกษณะคลายหอยนางรมหมวกดอกมลกษณะแบนราบ ไมเหมอนเหดฟาง กลางหมวกดอกมลกษณะเวาเปนแองมเสนผาศนยกลางประมาณ 5-15 ซม. มสขาวหรอสขาวนวลมขนละเอยดสขาวปกคลมคลายขนก ามะหยดานลางของหมวกดอกจะเชอมตดกบกานดอกหรอเปนเนอเดยวกน

2. กานดอก (stalk) เปนสวนชดอกขนไปในอากาศกานดอกคอนขางสนและเจรญเขาหาแสงสวาง กานดอกเหดอยคอนไปขางหนงไมอยกงกลางของหมวกเหด กานโคงงอเหมอนพดเลกนอยมความกวางประมาณ 0.5-2 ซม. ยาวประมาณ 1-3 ซม.

3. ครบดอก (gill) มลกษณะเปนแผนบางๆ สขาวหรอสเทาบรเวณครบดอกเปนแหลงสรางสปอร สปอรมสขาวอมมวงออน รปรางกลมรมตงเลกๆ ทปลายขางหนง ขนาด 3x 4 - 8 x 12 ไมครอน

เหดนางรมขนอยเปนกลมมโคนกานดอกตดกนและมหมวกเหดซอนกนเปนชนๆและสามารถงอกออกมาจากขอนไม หรอกงไมผบนตนไมยนตนได

วงจรชวตของเหดนางรม

เหดนางรมมวงจรชวตแบบ heterothallic ทเกดจากดอกเหดเจรญเตบโตเตมท มการสรางเบสดโอสปอร เมอสปอรปลวไปตกในบรเวณทเหมาะสมจะงอกเสนใยขนท 1 (primary mycelium) ซงมนวเคลยสเพยงอนเดยว จากนนเสนใยขนท 1 ทเจรญมาจากสปอรทมลกษณะทางพนธกรรมอก1สปอร จะรวมตวกนแลวพฒนาเปนเสนใยขนท 2 (secondary mycelium) ซงมนวเคลยส 2 อน เสนใยขนท 2 นอาจเรยกอกชอหนงวา dikaryoticเสนใยขนท 2 จะเจรญเตบโตอยางรวดเรว และในแตละเซลลจะมขอยดระหวางเซลล(clamp connection) เสนใยจะรวมตวกนเปนกลมกอน พรอมทจะสรางดอกเรยกเสนใยระยะนวาเสนใยขนท3 (teritiary mycelium) จากนนเสนใยจะคอยๆ พฒนาไปเปน fruiting body หรอเจรญเปนดอกเหดตอไป

ธรรมชาตของเหดนางรม

เหดนางรมเปนเหดทมการด ารงชวตแบบ saprophytic fungi แตบางครงจดเปนพาราสต โดยเจรญเตบโตบนตนไมทมชวตและเมอตนไมตาย เหดนางรมกยงสามารถเจรญเตบโตตอไปไดอก การด ารงชวตตามธรรมชาตของเหดนางรมมดงน

1. จดเปนเหดทมความสามารถยอยสารประกอบทมโมเลกลซบซอนไดดกวาเหดฟาง โดยเฉพาะพวกเซลลโลส ลกนน จงท าใหวสดทใชเพาะโดยเฉพาะขเลอยไมยางพาราไมจ าเปนตองผานการหมกกได

2. ความสามารถในการด ารงชวตในกรณสภาพแวดลอมไมเหมาะสม เหดนางรมสามารถมชวตอยไดโดยการสรางคลามยโดสปอร (chlamydospore) อยตามตอไมเมอสภาพแวดลอมเหมาะสมจะงอกเสนใยออกมา แลวเสนใยจะพฒนาไปเปนดอกและมสปอรแพรพนธตอไป

3. เหดนางรมจดเปนเหดทเจรญเตบโตไดดในสภาพแวดลอมทเปนกรดเลกนอย หรอม pH ระหวาง 5-5.2 จงไมจ าเปนตองใสปนขาวในวสดเพาะ

4. อณหภมทเหมาะสมตอการเจรญเตบโตของเสนใย ควรอยประมาณ 30 -32 องศาเซลเซยส และอณหภมสรางดอกประมาณ 25 องศาเซลเซยส

5. เสนใยเหดนางรมมความสามารถในการเจรญเตบโต และมการเชอมตอของเสนใยเรวมากจงท าใหเสนใยเดนเตมกอนไดเรวกวาเหดชนดอนๆ และมความสามารถในการใชน าตาลในรปของคารโบไฮเดรตไดเปนอยางด

2. การเพาะเลยงเหดนางรม

เชนเดยวกบเหดอนๆ การเพาะเลยงเหดนางรมจะมขนตอนการเพาะเลยงทประกอบดวย

1) การผลตเชอวน

2)การท าหวเชอเหด

3)การผลตเชอถงหรอกอนเชอ

4)การเพาะใหเกดเปนดอกเหด

การลงทนจะมากในขนตอนท 1 - 3 สวนขนท 4 คอการผลตดอกเหด จะท าขนาดเลกใหญเทาใดกได ไมตองลงทนมากหรอจะดดแปลงจากโรงเรอนอนๆ ทมอยแลว และทวางอยมาใชไดและในขนตอนน ผท

ตองการเพาะจะท าครบทกขนตอนเลยกไดหรออาจจะท าเปนบางขนตอน เชน จะท าเฉพาะหวเชอเหดโดยการน ากอนเชอทท าส าเรจรปแลวมาเปดออก รดน าใหเกดดอกเหดเลยกได

1. ผลตเชอวนและเชอขาวฟาง

การเตรยมเชอเหดจากเมลดขาวฟาง

1.แชเมลดขาวฟางในน าประมาณ 10-12 ชวโมง 2.ตมหรอนงใหสก 3.ผงใหแหง 4.บรรจใสขวดแบนประมาณ 1/2 ของขวด ปดจกส าลแลวหมดวยกระดาษ 5.น าไปนงใหเยนแลวน าไปเลยงเชอเหด 6.เลยงเชอเหดจากเสนใยทเจรญในอาหาร PDA การเพาะเหดนบเปนการน าวสดทเหลอใชทางการเกษตรหลายชนด ไมวาจะเปนฟางขาว ไสนน ไสฝาย เปลอกมนส าปะหลง ทะลายปาลม เปลอกถวเขยวหรอแมกระทงวสดทมในธรรมชาต และในทองถน เชน หญาชนดตางๆ เปลอกผลไม เพอใชใหเปนวสดเพาะใหเหมาะสมกบทองถน ทส าคญ คอ ใหตนทนตอหนวยต าและจะเปนการเพมผลตอบแทนใหสงขน

การผลตเชอวนจะใชอาหารวนสตร PDA โดยทสตรอาหาร PDA ประกอบดวย 1.มนฝรง (Potato) 200 กรม 2.น าตาลเชงเดยว (Dextros) 20 กรม 3.วน (Agar) 20 กรม 4.น าสะอาด 1,000 cc

วธการเตรยมอาหารเลยงเชอ

- น ามนฝรงปอกเปลอกลางน าหนเปนชนขนาด 1 ลกบาศกเซนตเมตรน าไปตมกบน า (1,000 cc) - กองเอาแตน าแลวน ามาผสมกบวนและน าตาลเชงเดยว - บรรจใสขวดประมาณ 1/4 ของขวด ปดจกส าลแลวหมดวยกระดาษ - น าไปนงในหมอนงความดน 15-17 ปอนดตอตารางนว นาน 25-30 นาท - เมอเยนแลวน าขวดมาเอยง 45-70 อาศาเซลเซยส - เลยงเชอเหดในตเลยงเชอ

ค าแนะน า ขนตอนน เรมท าเมองานฟารมมขนาดใหญมากส าหรบระยะ 1 - 2 ป ทผานมานนถายงไมท าเชอวนและเชอขาวฟางมากอนกไมควรท าขนใหม มผท าขายมากอยแลว ซอเขาใชดกวานอกจากจะหางไกลซอยากจรงๆ แลวตองใชมากจงคอยท า

ลกษณะเชอเหดทด

จะตองไมมเชอราอน ๆ เจอปน เชน ราด า ราเขยว ราสม ปนเปอนอยในขวดเชอนน เพราะจะท าใหถงเพาะเชอเหดตดโรคราอนไดโดยสงเกตดเสนใยของเชอเหดจะตองมเสนใยสขาวบรสทธและดนเตมขวด

วธเขยเชอเหด

ใหท าความสะอาดวสดทงหมดโดยฆาเชอดวยแอลกอฮอลคอ 1. เชดมอดวยแอลกอฮอลใหสะอาด 2. ใชแอลกอฮอลเชดขวดเชอใหทวขวด 3. เอาขวดทเชดดวยแอลกอฮอลแลวใชปากขวดลนตะเกยงแอลกอฮอลเพอฆาเชอแลวจงเขยเชอได

2. ผลตถงเชอเหด

ถาตลาดรบซอเหดและถงเชอมากพอ จงตงหนวยผลตถงเชอไดแตถาค านวณวาซอถงถกกวาผลตเองกไมควรท า ควรไปดฟารมท าถงเชอหลาย ๆ ฟารมแลวมาค านวณวาเครองมอและวธการแบบใดดทสดเตรยมการเอาคนคมงานไปฝกงานในฟารมหรอตดตอจางคนช านาญในฟารมเกามาท าฟารมใหม ขนตอนนกควรซอเชอขาวฟางยงไมควรท าเอง การลงทนขนาดเลกจะใชหมอตมไอน าตางหาก (สตมเมอร)แลวตอทอมาอบถงขเลอยในอกหมอตางหาก ถางานนมากขนเรอยๆ จนเหนสมควรแลวคอยผลตเชอขางฟางและซอวนตอไป

วสดการใชเพาะเหดนางฟา เหดนางรม

สวนมากจะใชขเลอยไมยางพาราหรอขเลอยไมเบญจพรรณ หรอใชฟางขาวกได ตามฟารมเหดทวไปวสดทน ามาใชในการท ากอนอาหารเหดมดงน

ขเลอยไมเนอออน นยมใชขเลอยยางพาราเพราะยอยสลายเรวมสารอาหารทเหดชอบคอ คารบอน,ไนโตรเจน,ลนน,เซลลโลส,สวนมากสารอาหารเหลานอยในรปทเหดน าไปใช ไดเลยหรอถาไมมขเลอยไมยางพารากควรจะหาขเลอยไมเนอออนอยางอนแทนกไดเชนขเลอยไมมะมวง ขเลอยไมนน ขเลอยไมกามปขเลอยไมมะกอก สวน อาหารเสรมอนๆขเลอยไมเบญจพรรณหรอไม เนอแขงจะใชไมได เพราะการยอยสลายยากแตขเลอยไมเนอออนทจะน ามาใชเพาะเหดนนกควรจะเปนขเลอยไมยางพาราทเกาถาใหมจะใชไมดเพราะจะมอาหารจลนทรยอนๆตองการอยมากจะท าใหเกดความเสยหายเพอน ามาท ากอนเชอเหดเพราะเสนใยเหดบางมาก คอ

ร าละเอยดเปนอาหารเสรมทนยมใชกนมาก เพราะร าอดมไปดวยโปรตนและวตามนบซงเหดตองการมาก การผสมร าจะผสมเทาไรกไดแตเนองจากร ามคณคาทางอาหารสงจงเปนทตองการของเชอจลนทรยอนทเปนศตรเหดดงนนหากเตมร ามากไปโอกาสจะท าใหกอนเชอเหดถกรบกวนหรอเสยเนองจากเชอราจงมอยไมมาก ควรใชอตราสวนท พอด 6 % จะไดผลดทสด ถาใชมากกวานจะเสยงายใชนอยกวาน ผลผลตจะต า

ปนขาวและยปซมเหดจะเจรญไดดในสภาพเปนกลาง ไมเปนกรด ไมเปนดางจดเกนไปคอคาความเปนกรด ดาง อยทระดบ 6.5-7.2 แตวสดทน ามาใชเปนอาหารเหดนนสวนมากจะไมมคากลางจงจ าเปนตองผสมปนขาวและยปซม เพอใหวสดทน ามาเพาะเหดมสภาพคาเปนกลางพอด

ดเกลอ เปนเกลดสขาว มธาตแมกนเซยมซงชวยกระตนการเจรญเตบโตของเสนใยเรงการเกดดอกเหดท าใหเหดออกดอกเรวขนแตไมควรไมมากเกนไป เพราะจะท าใหตนดอกเหดยาวหมวกดอกเลก

น าจะท าใหอาหารของเหดมความชนนยมผสมน า 60-70% โดยผสมน าไปพรอมๆกบการผสมอาหารเหด น าจะชวยใหอาหารของเหดยอยสลาย

สตรอาหารทใช ในการเพาะเหดโดยใชขเลอยไมยางพาราในถงพลาสตกมสตรอาหารทใชไดกบเหดหลายชนด เชน เหดสกลนางรม เหดหหนเหดขอนขาวเหดลม เหดหลนจอ ซงมดงน ขเลอยไมยางพารา 100 กโลกรม ร าละเอยด 6-8 กโลกรม น าตาลทราย 2 กโลกรม ปนขาว 1.2 กโลกรม ยปซม 2 กโลกรม ดเกลอ 0.2 กโลกรม น าสะอาด 60-70 ลตร ในสตรนอาจตดน าตาลทรายและยปซมออกไปจากสตรกไดนอกจากนยงมสตรอกหลายสตรแตกตางไปตามต าราและฟารมเหดแตละแหง

การบรรจและอดถง ในการบรรจและอดถงอาจใชเครองทนแรงกไดขนตอนจะแตกตางกนไปตามชนดของเครองทนแรงแตในทนจะกลาวถงเฉพาะการบรรจและอดถงดวยมอ 1. น าถงเพาะเหดมาคลถงออกตกขเลอยลงในถงๆละ 1 กโลกรม 2. กระแทกกนถงกบพนใหกนถงเรยบและแนน 3. ใชมอหรอขวดแบนทบปากถงใหขเลอยในถงแนนสม าเสมอ โดยถงไมปรแตกหรอฉกขาด 4. แตงหนาถงใหเปนรปกระทะคว า 5. สวมคอขวดลงในปากถง ดงปลายถงใหคอขวดตดแนนอยทกงปลายปากถง แลวพบชายถงลมและดงใหแนน 6. ใชยางรดชายพลาสตกใหแนนกบคอขวดทปากถง 7.ใสจกส าลใหแนนและเตมคอขวด 8. สวมฝาครอบนงหรอปดทบดวยกระดาษรดยางดวยยางใหแนน ถอวาเสรจ 9. ท าถงตอไปจนเสรจโดยใหแตละถงสวยงามเรยบรอย สม าเสมอ

10.จากนนน าไปนงฆาเชอใหมความรอนประมาณ 100 องศาเซลเซยล นาน 3 ชวโมงปลอยทงไวใหเยนจงเขยเชอเหด

วธการเขยเชอเหด วางกอนเชอเรยงกนใหสามารถท างานไดสะดวกรวดเรว เปดเอากระดาษทหมส าลหรอฝาครอบพลาสตก แตยงไมตองดงจกส าลออก และระวงไมใหส าลออกจากคอขวด ควรเชดมอดวยแอลกอฮอลใหทว เลอกเอาหวเชอเมลดขาวฟางจากขวดทเสนใยเพมเจรญเตบโตทวทงขวดใหมๆ ไมมเชออนขนปะปน ไมแกจนเกนไปเสนใยรวมตวเปนน ายอยสเหลอง ใชขวดกระแทกกบไมหรอพนเบาๆ ใหเมลดขยบตวแลวแผใหรวน ในชวงนถาหวเชอถกเขยาแลวไมรวนแยกออกจากกน ใหใชชอนดามยาวทเชดแอลกอฮอลจนทวแลว เปดจกส าลออกแลวเขยเมลดขาวฟางดวยชอนใหแตกรวนได ใชมอขางหนงดงจกส าลจากปากถงกอนเชอออกเทเมลดขาวฟางทมเชอเหดลงไปในถงกอนเชอประมาณ 15 – 20 เมลด การเทหวเชอลงในถงกอนเชอตองท าอยางรวดเรว จากนนจงรบปดปากถงดวยส าลเชนเดมทนท ไมตองใชกระดาษปดทบอกแตควรมนใจวาปดจกส าลไดแนนพอ ถงตอไปกท าเชนเดยวกน ทก ๆ 3 – 4 ถง ควรลนไฟฆาเชอทปากขวดดวยตะเกยงแอลกอฮอลครงหนง ในทางปฏบตฟารมเหดทวไป จะใชคนงาน 2 คน ชวยกนท าโดยทคนหนงคอยเปดจกกอนเชอ อกคนหนงเทเชอลงไป จะท าใหงานเสรจเรวและแมนย าขน หวเชอเหดทเปดขวดออกมาแลว ควรใชใหหมดไป หากมเหลอไมควรน ากลบมาใชอก เพราะเชออาจเสยไปแลวได เฉลยแลวหวเชอขวดหนง จะท ากอนเชอไดประมาณ 50 ถง บางแหงอาจใชหวเชอเพมมากกวาน คอ ท าได 25 – 30 ถงตอเชอหนงขวด ทงนเพอใหเชอเจรญดและแขงขนขน

การพกเชอเหด

เมอเสรจสนขบวนการเขยเชอเหดแลวจงน าเอากอนเชอเหดทเขยแลวไปพกไวในโรงพกเชอเพอใหเชอเหดทเขยแลวไปพกไวในโรงพกเชอเพอใหเชอเหดเดนในถงเพาะเตมท จากนนน าเขาโรงเรอนเพอเปดดอก โดยการเปดดอก ควรเปดในโรงเรอนทมความชนสมพทธอยระหวาง 65-75 เปอรเซนต อาจใชวธกรดขางถงดวยใบมด 2 ดานๆ ละ 2 จดโดยเอาคอขวดออกใชยางรดปากถงปองกนน าเขาหรอเปดจกใหดอกเหด

ออกทาง ปากคอขวดกได จากการทดลองวธกรดขางผลผลตสงกวา แตถาใชวธเปดสวนบนหรอเอาถงพลาสตกออกทงหมด จะไดผลผลตนอยกวาเนองจากฟางบรเวณผวจะแหงเรว โดยใชระยะเวลาในการพกเชอประมาณโดยเชอเหดนางฟา 25 วน (เชอเหดนางรม 25-30 วน) จงเปดถงเหด โดยดงจกส าลและพลาสตกทท าเปนคอขวดออก ปาดปากถงท าใหเกดดอกและสามารถเกบบรโภคและจ าหนายได

การใหน าเหด

เหดนางฟา นางรม ควรรดน าวนละ 3 เวลา เชา-เทยง-เยน โดยใหละอองน าทางดานบนเหนอถงเหด ทงหมด และไมใหน าเขาในคอขวดของ ถง โดยเฉพาะ กรณทมฝนตกตลอดทงวนอาจจะรด เชา-เยน กได

ลกษณะโรงเรอนเพาะเหด • โรงบมถงเหด สภาพในโรงบมถงเหดควรจะมอากาศถายเทสะดวก เยนสบายฉะนนโรงบมควรจะมความสง ไมต ากวา 5 เมตรวดจากปลายจว มหลงคาท าดายจากหรอหญา ชายคาควรจะต ากวาปกตสกเลกนอยเพอกนแดด และฝน ขางฝาปลอยโลงภายในท าเปนชนๆ ส าหรบวางถงเหด ถาโรงเรอนอยในบรเวณทมลมแรง ควรปลก ตนกลวยกนลมไวรอบๆโรงสลบพนปลาสก 3 ชน นอกจากจะใชบงลมแลวยงไดกลวย เปนผลพลอยไดอกดวย • โรงเปดดอก ควรเปนโรงทเกบความชนไดด อาจท าเปนโรงจากหรอหญาคากไดพนควรใสทรายหนาประมาณ 6" เพอเกบความชน ประตทางเขาออกควรม 2 ดาน ดานหนาและหลง และมความกวางอยางนอย 1 เมตร เพอสะดวกในการท างานนอกจากโรงเปดดอกจะตองเกบรกษาความชนไดดแลวยงตองมอากาศถายเทไดด ฉะนนควรท าชองระบายอากาศไวโดยรอบถาพนทปลกโรงเปดดอกมลมพดแรงแนะน าใหปลกตนกลวยไวโดยรอบโรงเรอนอยางนอย 3 ชนโดยปลกสลบฟนปลาตนกลวยนอกจากจะลดความแรงลม แลวยงชวยเปนรมเงา เกบความชมชนโดยตนกลวยจะดดซบน าสวนเกนทรดในโรงเหดและผลของกลวยยงเปนสงทมราคาไมแพเหดเลย

3. ผลตดอกเหดขาย

90% ของฟารมเหดทท าอยเรมจากวธน โดยท าโรงเรอนขนาดยอมๆเพอใชเพาะเอาดอกเหด ซอถงเชอจากฟารมมาผลตดอกโดยหาความช านานและความรไปเรอยๆ จนเชยวชาญ ขนนอยาเพงลงทนท าถงเชอเองใหซอถงเชอจากฟารมทท าขายดกวา เรมจากนอยๆ ทยอยท าไดเหดมากน าไปขายตลาด ขายเองหรอสงแมคากไดขยายตลาดดอกเหดเพมมากขนไปเปนล าดบจนตลาดใหญขนและสม าเสมอดแลวจงคดผลตถงเชอแตถาตลาดไปไมไดกหยดแคนน ไมขาดทนมาก

การเกบดอกเหด

ควรเกบดอกเหดในขณะทบานพอประมาณไมแกเกนไป ภาชนะทบรรจดอกเหดควรมลกษณะเปนชนๆ วางดอกเหดซอนกน 2 ชนกพอ อยาซอนกนมากจะท าใหดอกเหดขาดความสมบรณ อาจจะซ า ฉกขาดท าใหคณภาพทจะสงตลาดลดลง การดแลรกษาพถพถนดอกเหดหลงเกบเกยวเปนสงทส าคญสงผลใหคณภาพดอกและราคาสงขนได ถาเกษตรกรรายใดมความสามารถทจะบรรจดอกเหดในกลองโฟมหรอกลองกระดาษเพอสงขายในตลาดกจะยงท าใหสามารถรกษาคณภาพของดอกเหดไวไดสดนานขน เหดทถกบรรจลงกลองเรยบรอยแลวกอนน าสตลาดควรเกบรกษาไวในทเยนถาเกบไวในหองเยนไดยงด จะชวยรกษาความสดของดอกเหดไดนาน

การแปรรปดอกเหด เหด นางรม สามารถทจะแปรรปดวยการอบแหง ดองเพอบรรจกระปอง ท าลาบเหดย าเหด ท าแหนมเหด ท าแจวบองเหด ฯลฯ ซงสามารถปรบปรงสตรการแปรรปได

3. ปจจยทมผลตอการเจรญเตบโตของเหดนางรม-เหดนางฟา

1. อณหภม ชวงอณหภมทเหมาะสมตอการเจรญเตบโตของเสนใยคอ 28 – 38 องศาเซลเซยส สวนอณหภมทเหมาะสมตอการเจรญเตบโตของดอกเหดคอ 28 – 35 องศาเซลเซยส เหดจะเจรญเตบโตเรวและจะเจรญเตบโตชาลงเมออณหภมต ากวา 10 องศาเซลเซยส 2. ความชน ในระยะการเจรญเตบโตของเสนใย ตองหมนดใหวสดเพาะเลยงมน าอยประมาณ 60 – 70 % สวนในระยะออกดอกจะตองการความชน 70 – 75 % และระยะทก าลงเจรญเตบโตเปนดอกเหดตองการความชนสมพทธในอากาศ 80 – 90 % ถาในอากาศมความชนต า เหดจะชะงกการเจรญเตบโต ดอกเหดจะมขนาดเลกและบาง ผวแหงแตก 3. อากาศ ถาอยในสภาพทมกาซออกซเจนไมเพยงพอและมกาซคารบอนไดออกไซดเขมขนมาก เสนใยเหดจะไมสามารถกอตวเปนตมดอกเหดได หรอไมกานเหดกเลกเรยวยาว มการแตกกงกานไมพฒนาเปนดอกเหดหรอดอกเหดอาจมรปรางผดปกตได 4. แสงแดด เสนใยเหดไมตองการแสงแดดเพอการเจรญเตบโต แตระยะทเปนตมดอกเหดกลบตองการแสงสวางส าหรบการเจรญเตบโต ถาไมไดรบแสงสวางอยางเพยงพอ เหดจะงอกแตกานเหดเรยวยาว ดอกเหดจะมสซดและบางครงอาจมกานเหดงอกจากบนกานเหดอกท 5. ความเปนกรดดาง (คาpH) เหดนางรมชอบสภาพแวดลอมทคอนขางเปนกรด คาpH ทเหมาะสมทสดคอ 5.5 6. สารอาหาร เหดนางรมมความสามารถในการยอยสลายเสนใยของพชมาเปนอาหารไดดมาก วสดเหลอใชจากการเกษตร เชน เปลอกนน เศษฝาย เศษไม ชานออย ฟางขาว ลวนแตน ามาใชเปนวสดเพาะเลยงเหดชนดนไดทงนน

4. แรมอนท

แรมอนท หรอ Montmorilloniteคอกลมของเถาของภเขาไฟ ทเกดการระเบดขนมาจากปลองภเขาทามกลางลาวา ถกผลกดนจนลอยขนระเบดกลางอากาศ โดยจะระเบดหนง สอง หรอสามครง ซงการระเบดของตวมนเองนท าใหเกดรพรน และความโปรงมหาศาล ซงถาเราเคยดสารคดทถายท าการระเบดของภเขาไฟ จะเหนตอนระเบดทมลาวาสแดงไหลออกมา และกจะมฝนละอองสด าหรอเทาทพวยพงออกดวย อนนคอกลมของแรมอนท ซงในตวของแรมอนท น จะอดมไปดวยแรธาตตาง ๆ มากมาย และยงมความสามารถในการดดซบความชนไดคอนขางด จงน ามาเปนสวนผสมในกอนเชอเหดและสวนผสมของสารกระตนเหด ฯลฯ

5. MontmorilloniteสวนประกอบของBentonite

แรเบนโทไนท ประกอบดวย แรมอนตมอรลโลไนท (Montmorillonite: ซลเคตทมลกษณะออน และคลายดน) เปนหลก ปะปนอยรวมกบแรธาตตางๆเชน เฟลดสปาร Feldspar, แคลไซตCalcite, ซลกา Silica, ยปซมGypsum, ฯลฯ แรมอนตมอรลโลไนทMontmorilloniteอยในกลมดนสเมคไตตSmectiteซงรวมถงแรทมคณสมบตการท างานคลายคลงกนเชน ไบเดลไลตBeidellite, ซาโปไนตSaponite, เฮคโตไรตHectorite ลกษณะโครงสรางพนฐานของ แรมอนตมอรลโลไนต คอมลกษณะเปนแผนหรอเกลด ขนาดเลกๆซอนกน 3 ชน มแผนกลางเปนแผนของกลมโมเลกล อลมนมไฮดรอกซลโมเลกลแปดระนาบ Octahedral Aluminum Hydroxyl อยตรงกลางระหวาง แผนของกลมโมเลกลซลคอนออกไซด โมเลกลสเหลยมปรามด Siliconoxygen Tetrahedral โดยทอะตอมของอลมเนยมบางสวน จะถกแทนทดวยอะตอมของแมกนเซยม หรออะตอมของธาตเหลก ซงจะชวยสรางประจลบ บนระนาบดานฐานของโมเลกลซลกา และจะมการสรางสมดลโดยการแลกเปลยนประจบวกกบแผนทอยตดกน ในแรมอนตมอรลโลไนทตามธรรมชาต , ประจบวกเหลานมกจะเปนแคลเซยม,โซเดยม หรอแมกนเซยม ขนอยกบสภาพดนฟาอากาศและสภาวะแวดลอมในชวงเวลาทกอตว และลกษณะการกอตวขนของแร ในทางเคม, แรมอนตมอรลโลไนต สามารถเขยนเปนสตรโมเลกล ไดดงน:

M + [Al2y (Mg Fe)y] Si4 O10(OH)2 • nH2O โดยท + M หมายถงประจบวกทมาท าการแลกเปลยนประจกน อาจเปนไดทง แคลเซยม หรอ โซเดยม โครงสรางทางกายภาพของแรมอนตมอรลโลไนตMontmorilloniteคอ กลมของเกลดหรอผลก ทมระนาบฐานทกวาง แตกตางกนอยในชวงความยาวท 0.2-2.0 ไมครอน (10-6 เมตร) และความหนาท 6-10 ไมครอน ซงในความเปนจรง ลกษณะและการกอตวของผลก สามารถแตกตางกนไปได ตามการก าเนด และลกษณะเฉพาะท ของแหลงแร

บทท 3

วสด อปกรณและวธด าเนนการทดลอง

วสดอปกรณ

1. ขเลอยแหง 100 กโลกรม 2. ร า 7 กโลกรม 3. ปนขาว 1 กโลกรม 4. ดเกลอ 2 ขด 5. แรมอนท 1 กโลกรม และ 2 กโลกรม 6. น าสะอาด 7. ตาชง 8. เครองผสมดน 9. เครองอด 10. ถงพลาสตกทนรอน ขนาด 6.5 x 12.5 นว หนา 0.8-1.10 มลลเมตร 11. คอขวดและปากขวด 12. ส าล 13. หมอตมไอน า 14. หวเชอเหดนางรม 15. แอลกอฮอล 16. ตะเกยงแอลกอฮอล 17. กระดาษหนงสอพมพฆาเชอ 18. ยาง

วธด าเนนการ

ขนท 1 ขนเตรยม

1. เตรยมอาหารเพาะเหดนางรม 1.1 โดยตกขเลอยแหง 100 กโลกรมร า 7 กโลกรมปนขาว 1 กโลกรมเทใสในเครองผสมดน 1.2 เปดเครองผสมดน จากนนเตมน าใหมความชน 50-60% หรอ ประมาณ 9 ถงเลก โดย

ตรวจสอบไดดวยการก าสวนผสมไวในองมอแลวบบใหแนน เมอคลายมอออกแลว สวนผสมยงคงจบเปนกอนและไมมน าซมออกมาทางงามนวมอ ถอวาใชได

1.3 ใหสวนผสมทกอยางคลกเคลาใหเขากนในเครองผสมดน ประมาณ 5 นาท แลวปดเครอง และน าสวนผสมเทออกจากเครองผสมดน

1.4 น าสวนผสมมาบรรจใสถงพลาสตก ใหมน าหนก 850 กรมจากนนน าไปเขาเครองอด อดใหแนนพอสมควร

1.5 จากนนใชคอขวดสวมลงไปใชมอดงถงใหตงแลวรวบปากถงลงมาดานนอกปดปากขวดดวยฝาจกส าล จะไดกอนเชอเหด

1.6 ท าซ าอก 2 สตรอาหาร โดยเตมแรมอนท 1 กโลกรม และ 2 กโลกรมตามล าดบ ทขอ 1.1 1.7 น ากอนเชอเหดไปนงทหมอตมไอน าเพอฆาเชอโดยการนงทงตะแกรงเหลก แลววาง

ตะแกรงเหลกจดเรยงเปนชนๆ แลวเรมอบ โดยจบเวลา 3 ชวโมงเมอมอณหภม 90องศาเซลเซยส

1.8 น ากอนเชอออกจากหมอตมไอน า วางทงไวใหเยนสนทเพอรอขนตอนการเขยเชอ 2. เตรยมเชอเหดนางรมโดยน าเชอเหดนางรมแตละขวดมาเขยา เพอใหเชอแยกออกจากกนจากนน

เชดดวยแอลกอฮอลรอบๆขวด และรอบๆมอๆแลวเปดกระดาษทหมส าลออกและระวงไมใหส าลออกจากคอขวด

3. เตรยมอปกรณทจ าเปน เชน ตะเกยงแอลกอฮอล

ขนท 2 ขนทดลอง

1. จดวางกอนเชอ เปนกลม ๆ กลมละ 40 กอน โดยใชกอนเชอทท าจากอาหารทใชแรมอนตในปรมาณตางๆกน ดงน

กลมท 1 ไมใชแรมอนท กลมท 2 ใชแรมอนท 1 กโลกรม กลมท 3 .ใชแรมอนท 2 กโลกรม

2. เรมท าการเขยเชอ โดยท าในหองปลอดเชอ วธการ คอ ดงส าลออกจากหวเชอเมลดขาวฟาง จากนนน าปากขวดไปลนไฟทตะเกยงแอลกอฮอลแลวเปดปากถงกอนเชอ เทเมลดขางฟางทมเชอเหดลงไปในถงกอนเชอประมาณ 15-20 เมลด โดยท าอยางรวดเรว จากนนปดปากถงโดยท าเชนเดยวกนในถงตอๆไป จนเชอหมด

3. ใชกระดาษหนงสอพมพทอบฆาเชอแลว มาหมครอบบรเวณปากถง แลวใชยางรดประมาณ 3 รอบ เพอปองกนแมลง

4. ยายกอนเชอเหดทเขยเชอแลว ไปพกไวทโรงพกเชอหรอโรงเรอนบมเชอ เมอผานไป 4 สปดาหวดความยาวเสนใยเหดนางรมทกสปดาหตอไปอก 4 สปดาห โดยท าการสมวดความยาวเสนใยเหดนางรมกลมละ 10 กอน ซงจะใชวธการเลอกกอนเชอทไมมเชอราแทรกอย เนองจากกอนเชอมสวนโคง จงใชเชอกทาบจากบรเวณปากขวดทสงเกตเหนเสนใยเหดนางรมถงปลายเสนใยเหดนางรม จากนนน ามาเทยบกบไมบรรทด แลวบนทกผลทกสปดาห

5. เมอเสนใยเจรญเตมถงเพาะแลว ยายไปไวทโรงเรอน โดยจบฉลากเพอเลอกสมบรเวณทวางกอนเหด ซงลกษณะการวางจะเปนดงน

ความยาวเสนใยเหดนางรม

6. เปดปากถงออกโดยบงคบใหดอกเหดออกทางเดยว คอทางคอขวด โดยแกะเอาคอขวดออกแลวท าปากถงใหคงรปเดมและดงส าลออก จากนนใชชอนทผานการฆาเชอแลวมาเขยเอาเมลดขาวฟางออก

7. ใหความชนโดยการรดน า ในโรงเรอน วนละ 2 ครง กระทงเกดดอกเหดเลกๆ รดน าใหนอยลง หลงจากนน 4 วนท าการเกบดอกเหดทกๆวนเปนเวลา 3 สปดาหโดยจะถอนดอกเหดออกมาแลวตดเศษทโคนตนออกจากกอนเชอ จากนนน ามาชงมวลในหนวย กรมพรอมกบระบจ านวนชอของดอกเหด แลวบนทกผล

8. ท าการทดลอง ขอ 1-7ซ าอก 2 ครง

กลมท 3 กลมท

1222222

222221

กลมท 2

บทท 4

ผลการทดลอง

โครงงานเรอง ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกนมผลการทดลองดงน

ตารางท 1 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางกนๆครงท1

ความยาวเสนใยเหดนางรม (cm)

กอนท

กลมท1 ไมใชแรมอนท

กลมท2 ใชแรมอนท1 kg

กลมท3 ใชแรมอนท 2 kg

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

1 9.5 12.7 18.7 20.7 11.4 16.8 21.3 23.4 11.5 15.0 17.8 20.1 2 9.1 12.3 14.5 15.7 11.2 15.4 20.7 23.3 11.5 15.4 17.7 18.8 3 11.3 12.5 19.4 20.3 11.0 16.7 20.1 23.8 12.7 16.6 17.6 18.4 4 10.6 12.6 18.9 19.9 12.2 16.5 18.7 22.4 10.5 14.3 18.6 20.9 5 9.9 12.9 18.8 20.1 11.5 16.9 20.4 24.9 12.7 16.4 18.2 20.1 6 11.0 13.5 19.2 20.9 12.0 17.0 22.3 25.0 11.6 14.3 17.9 18.8 7 11.2 13.7 21.0 22.8 12.2 15.9 16.1 22.9 11.8 15.9 18.4 19.7 8 11.5 14.1 20.6 21.8 11.4 18.0 21.1 22.8 11.0 15.0 18.0 19.0 9 9.2 13.7 17.8 18.1 11.5 16.4 20.2 17.7 12.7 15.5 19.0 20.0

10 10.4 15.2 19.4 20.6 11.6 12.9 20.6 23.0 11.8 16.8 19.8 21.5 เฉลย 20.09 22.92 19.73

ตารางท 2 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท2

ความยาวเสนใยเหดนางรม (cm)

กอนท

กลมท1 ไมใชแรมอนท

กลมท2 ใชแรมอนท1 kg

กลมท3 ใชแรมอนท 2 kg

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

1 11.6 15.6 19.3 20.0 10.9 16.2 20.2 22.3 11.7 15.2 17.7 18.4 2 11.2 11.7 19.9 20.1 11.5 15.3 20.4 22.5 10.5 14.0 17.9 18.6 3 11.4 15.0 22.4 24.5 10.6 14.3 18.9 20.7 12.7 16.4 19.4 20.7 4 10.5 12.9 20.1 20.2 11.3 14.9 19.1 20.8 11.7 16.8 18.5 19.5 5 10.1 13.0 17.3 17.9 12.3 14.8 18.6 19.8 10.7 14.6 17.9 19.4 6 11.2 12.6 18.9 20.4 12.1 15.8 20.9 21.0 13.0 17.0 17.2 18.2 7 11.0 13.9 19.8 21.0 12.2 14.3 18.2 20.8 10.0 14.1 17.3 18.1 8 10.9 16.3 19.3 21.4 11.2 15.6 18.2 19.0 9.6 16.5 17.7 19.1 9 11.5 13.3 16.3 17.5 10.4 15.3 20.6 21.2 10.7 15.6 18.5 20.1

10 11.0 13.7 16.5 17.2 12.7 15.1 18.4 19.8 11.9 16.5 18.7 19.6 เฉลย 20.03 20.79 19.17

ตารางท 3 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท3

ความยาวเสนใยเหดนางรม (cm)

กอนท

กลมท1 ไมใชแรมอนท

กลมท2 ใชแรมอนท1 kg

กลมท3 ใชแรมอนท 2 kg

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

วดครงท 1

วดครงท 2

วดครงท 3

วดครงท 4

1 8.9 14.9 17.4 18.7 12.4 16.7 19.0 20.0 11.8 14.8 17.7 18.8 2 10.8 13.0 20.4 22.0 11.1 15.6 21.2 22.4 12.3 14.4 18.0 19.4 3 12.0 13.9 16.7 18.8 11.0 18.1 22.3 23.4 11.9 15.3 16.4 17.7 4 10.0 13.7 19.8 23.0 12.5 17.4 20.3 21.5 11.6 15.1 18.5 19.3 5 10.0 12.6 19.0 20.2 12.4 16.9 20.3 22.0 11.4 14.5 17.9 19.0 6 11.2 14.7 21.9 23.1 11.7 16.3 20.3 21.5 12.6 16.0 19.3 19.9 7 11.2 13.6 20.0 22.1 11.0 15.0 18.0 19.6 12.3 13.4 16.6 17.7 8 12.3 12.9 19.4 20.3 10.5 14.7 18.6 18.9 11.6 13.7 18.9 20.1 9 10.2 14.8 19.9 21.2 10.9 15.0 18.5 20.9 10.7 14.2 18.8 19.3

10 9.5 11.8 17.3 18.4 11.3 16.1 19.5 21.5 12.3 15.8 20.2 22.6 เฉลย 20.78 21.17 19.35

ตารางท 4 ความยาวเสนใยเหดนางรม เมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกนเมอครบ 4 สปดาห

กลมท สตรอาหาร ความยาวเสนใยเหดนางรม (cm)

ครงท 1 ครงท 2 ครงท 3 เฉลย

1 ไมใชแรมอนท 20.09 20.03 20.78 20.30 2 ใชแรมอนท1 kg 22.92 20.79 21.17 21.63 3 ใชแรมอนท2 kg 19.73 19.17 19.35 19.42

จากผลการทดลองพบวาสตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมความยาวเสนใยมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 1 กโลกรม และสตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมความยาวเสนใยรองลงมา คอสตรอาหารทไมใชแรมอนท และสตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรมตามล าดบ

ตารางท 5 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท 1

วนท (หลงจากเปดดอก

เหด)

กลมท 1 ไมใชแรมอนท

กลมท2 ใชแรมอนท1 kg

กลมท3 ใชแรมอนท 2 kg

จ านวนกอ มวล (g) จ านวนกอ มวล (g) จ านวนกอ มวล(g) 1 - - 6 424 10 784 2 7 360 9 659 12 805 3 2 94 13 904 10 731 4 6 290 8 573 3 180 5 4 234 3 210 2 158 6 2 115 - - - - 7 3 116 1 44 1 52 8 - - - - - - 9 4 208 - - 1 52 10 3 160 - - 1 58 11 - - - - - - 12 2 58 - - - - 13 2 80 - - - - 14 2 44 - - - - 15 1 64 - - - - 16 2 116 - - - - 17 - - - - - - 18 - - - - - - 19 - - - - - - 20 - - - - - - 21 - - - - - - รวม 40 1,834 40 2,814 40 2,820

เฉลยมวลดอกเหด/ชอ 45.85 70.35 70.50

ตารางท 6 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท 2

วนท

(หลงจากเปดดอกเหด)

กลมท 1 ไมใชแรมอนท

กลมท2 ใชแรมอนท1 kg

กลมท3 ใชแรมอนท 2 kg

จ านวนกอ มวล (g) จ านวนกอ มวล (g) จ านวนกอ มวล(g)

1 2 120 1 60 4 262 2 5 295 2 141 19 1250 3 4 244 11 893 12 896 4 - - 2 151 4 259 5 3 159 - - 1 72 6 5 255 3 183 - - 7 5 228 1 40 - - 8 2 92 3 88 - - 9 2 106 2 120 - - 10 2 70 2 115 - - 11 - - - - - - 12 4 162 1 34 - - 13 2 120 1 60 - - 14 - - 2 70 - - 15 - - 3 102 - - 16 1 40 3 105 - - 17 - - 1 54 - - 18 2 58 - - - - 19 - - - - - - 20 1 22 2 60 - - 21 - - - - - - รวม 40 1,971 40 2,306 40 2,739

เฉลยมวลดอกเหด/ชอ 49.28 57.65 68.48

ตารางท 7 มงลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน ครงท 3

วนท (หลงจากเปดดอก

เหด)

กลมท 1 ไมใชแรมอนท

กลมท2 ใชแรมอนท1 kg

กลมท3 ใชแรมอนท 2 kg

จ านวนกอ มวล (g) จ านวนกอ มวล (g) จ านวนกอ มวล(g) 1 - - 3 250 3 170 2 4 230 8 521 4 285 3 4 211 7 531 24 1,752 4 3 160 5 295 9 630 5 5 283 4 284 - - 6 7 409 2 115 - - 7 2 76 - - - - 8 3 116 1 20 - - 9 1 36 2 78 - - 10 1 46 1 54 - - 11 - - 4 142 - - 12 4 158 - - - - 13 1 54 2 70 - - 14 1 20 - - - - 15 1 30 - - - - 16 2 102 1 34 - - 17 - - - - - - 18 - - - - - - 19 - - - - - - 20 - - - - - - 21 1 40 - - - - รวม 40 1,971 40 2,394 40 2,837

เฉลยมวลดอกเหด/ชอ 49.28 59.85 70.93

ตารางท 8 มวลของดอกเหดเมอใชปรมาณแรมอนทตางๆกน

กลมท สตรอาหาร มวลของดอกเหดตอชอ (g)

ครงท 1 ครงท 2 ครงท 3 เฉลย

1 ไมใชแรมอนท 45.85 49.28 49.28 48.14 2 ใชแรมอนท1 kg 70.35 57.65 59.85 62.62 3 ใชแรมอนท2 kg 70.50 68.48 70.93 69.97

จากผลการทดลองพบวา สตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมมวลดอกเหดตอชอมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 2กโลกรม และสตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมมวลดอกเหดตอชอดรองลงมา คอสตรอาหารทใชแรมอนท1กโลกรม และสตรอาหารทไมใชแรมอนทตามล าดบ

จากผลการทดลองพบวา สตรอาหารเพาะเหดทท าใหประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมดทสด คอสตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม และสตรอาหารเพาะเหดทท าใหประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมดรองลงมาคอ คอสตรอาหารทใชแรมอนท 1 กโลกรมและไมใชแรมอนทตามล าดบ ทงนเนองจากประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมนนตามหลกความตองการของตลาดแลว ถอวามวลมความส าคญและเปนทตองการมากกวา และจากการทดลองท าใหทราบวาความยาวเสนใยเหดนางรมไมสมพนธกบมวลของดอกเหดตอชอ

บทท 5

สรป อภปรายผลการทดลองและขอเสนอแนะ

โครงงานเรอง ประสทธภาพในการเพาะเหดนางรมทใชแรมอนทผสมในสตรอาหารเพาะเหดในปรมาณตางๆกน มผลการทดลองพอสรปไดดงน

จากผลการทดลองพบวา สตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมความยาวเสนใยมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 1 กโลกรม และสตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมความยาวเสนใยรองลงมา คอสตรอาหารทไมใชแรมอนท และสตรอาหารทใชแรมอนท2 กโลกรมตามล าดบ

จากผลการทดลองพบวา สตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมมวลดอกเหดตอชอมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม และสตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมมวลดอกเหดตอชอดรองลงมา คอสตรอาหารทใชแรมอนท1กโลกรม และสตรอาหารทไมใชแรมอนทตามล าดบ

อภปรายผลการทดลอง

1. สตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมความยาวเสนใยมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 1 กโลกรม เนองจากในแรมอนทมความสามารถในการดดซบความชนไดดและมแรธาต ทเหมาะสมส าหรบการเจรญเตบโตของเสนใยเหดนางรมมากกวาสตรอาหารทไมใชแรมอนทและปรมาณแรมอนททใช 1 กโลกรมมความยาวเสนใยดกวา สตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม เนองจากการยอยสลายอาหารของเหดนน จะขนอยกบปรมาณสารอาหารทจะยอย โดยเมอมปรมาณสารอาหารทมากเกนไป เหดกจะตองใชเวลานานในการยอยสลาย ท าใหสตรอาหารทใชแรมอนท 1 กโลกรมมความเสนใยเหดนางรมยาวกวาสตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม

2. สตรอาหารเพาะเหดทท าใหเหดนางรมมมวลดอกเหดตอชอมากทสด คอ สตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรม เนองจาก เหดไดรบสารอาหารจากแรมอนทในปรมาณทมากพอแลว น าสารอาหารนนมาใชในการเจรญเตบโต ท าใหไดดอกเหดทมมวลมากกวาสตรอาหารใชแรมอนท 1กโลกรมและสตรอาหารทไมใชแรมอนทและเมอเทยบราคาผลผลตทไดกบตนทนแลว พบวา สตรอาหารทใชแรมอนท 2 กโลกรมใหความคมทสด

ขอเสนอแนะ

ขอเสนอแนะจากการทดลอง

1. ควรมการวางแผนออกแบบการทดลองในเรองของการจดสรรเวลาในการทดลอง 2. ควรศกษาขอบเขตของปรมาณแรมอนทใหกวางขนกวาเดม 3. ควรเกบผลจนหมดอายของกอนเชอเหด 4. ควรมความระมดระวงในขนตอนการท าทกขนตอน เนองจากสตรอาหารแตละสตรมลกษณะ

คลายกนมาก จงตองวางแผนใหรอบคอบ

ขอเสนอแนะในการศกษาตอ

1. ควรศกษาสตรอาหารเพาะเหดทใชวตถดบอนๆทหาไดงายในทองถน 2. ควรศกษาคณสมบตของแรมอนท แลวน าไปปรบใชกบสงอน ทนอกจากเหด

ประโยชนทไดรบ

1. ท าใหไดความคมคามากทสดในการเพาะเหดนางรม 2. ทราบวาแรมอนทชวยเพมผลผลตใหมากขน 3. สามารถใชเปนแนวทางในการปรบปรงสตรอาหารเพาะเหดนางรมได

ภาคผนวก

เครองผสมดน

การกรอกสวนผสมทงหมดใสถงพลาสตก

ชงสวนผสมใหมมวล 850 กรม

อดสวนผสมใหแนนทเครองอด

ใสคอขวดแลวปดจกส าล

อบฆาเชอทหมอนงไอน า

เชอเหดนางรม

วดความยาวเสนใยเหดนางรม

ลกษณะการวางกอนเชอเหด เพอเปดดอก

ระยะปด ของดอกเหด

ดอกเหดนางรม

การชงมวลของดอกเหดนางรม

บรรณานกรม

พมพเพญ พรเฉลมพงศ.ม.ป.ป.oyster mushroom / เหดนางรมเขา. เขาถงไดจาก : http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3111/oyster-mushroom-เหดนางรม.

(วนทสบคน 27 มกราคม 2556).

ยกต สารกะภต. กรมพฒนาวธการเพาะเหดในประเทศไทย สมาคมนกวจยและเพาะเหดแหงประเทศไทย เกษตรกลาง. กรงเทพฯ: 2526 .

แรเบนโทไนตคออะไร Bentonite. เขาถงไดจาก : http://www.amcolmineralsasia.com/แรเบนโทไนต/แรเบนโทไนต-คออะไร. (วนทสบคน 27 มกราคม 2556).

แรมอนทเพมผลผลตเหดโคนญปน. เขาถงไดจาก :http://hed-yanaki.blogspot.com/2011/10/blog-post_6616.html. (วนทสบคน 29 พฤศจกายน 2556).

ศรพร หสสรงส. ม.ป.ป.เอกสารประกอบการวจยและถายทอดเทคโนโลย”การผลตหวเชอและกอนเชอเหดเศรษฐกจ”การเพาะเหดสกลนางรม สถาบนวจยและพฒนาวทยาศาสตรและเทคโนโลย มหาวทยาลยเชยงใหม.เขาถงไดจาก :http://www.ist.cmu.ac.th/km/articleBIOTECH/BIOTECH-001.pdf. (วนทสบคน 24 พฤศจกายน 2556).

ศนยศกษาการพฒนาอาวคงกระเบน อนเนองมาจากพระราชด าร.ม.ป.ป.การเพาะเหดเศรษฐกจ. เขาถงไดจาก : http://www.fisheries.go.th/cf-kung_krabaen/agricul.htm. (วนทสบคน 27 มกราคม 2556).

สมชาย แสงทอง. ม.ป.ป.การท ากอนอาหารเหด. เขาถงไดจาก : http://www.simuang.ac.th/vichakhan/somchai/content_4.html. (วนทสบคน 27 มกราคม 2556).

เหดนางรม.เขาถงไดจาก : http://www.agric-prod.mju.ac.th/web-veg/mushroom/chapter9a2.pdf.

(วนทสบคน 27 พฤศจกายน 2556).

อนนท กลารอด. 2552.การเกดดอกเหดในธรรมชาตของเหดนางรม-เหดนางฟา. เขาถงไดจาก : http://klarod.blogspot.com/2009/09/blog-post_8327.html. (วนทสบคน 29 พฤศจกายน 2556).

top related