ถุงผา้จากเสื้อใช้แลว้ รายวิชา thai social...

Post on 18-Feb-2020

6 Views

Category:

Documents

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

โครงงาน สงประดษฐจากแนวคดเศรษฐกจพอเพยง

ถงผาจากเสอใชแลว

รายวชา Thai Social Studies1

ระดบชนมธยมศกษาปท 5/2

โดย

ทอฝน อดศกดเดชา (เฌอแตม) เลขท 1

พรพชชา อคคไพบลย (ปงปง) เลขท 2

ลภสรดา ชลประเสรฐ (ลลล) เลขท 10

ศรณญ โชตประดษฐ (กอลฟ) เลขท 12

มททวะ วฒนากลชย (ภม) เลขท 21

อภสรา อยยน (จะจา) เลขท 25

ครทปรกษาโครงงาน

อาจารย อจฉรา เกงบญชา

โรงเรยนสาธตนานาชาต มหาวทยาลยมหดล

บทคดยอ

รายงานฉบบนเปนหนงสอรายงานเพอประกอบการเรยนการสอนในรายวชา Thai Social

Studies I ของนกเรยนชนมธยมศกษาปท5 โรงเรยนสาธตนานาชาตมหาวทยาลยมหดล โดยมจดประสงคเพอ

คนควาความรเพมเตม ประกอบเนอหาทพวกเราไดเรยนในรายวชา เราไดมงเนนไปทการอนรกษสงแวดลอมและ

การทรงงานของพระบาทสมเดจพระเจาอยหวรชกาลท 9 โดยไดน าแนวคดและแนวทางตางๆมาประกอบการท า

โครงงานนครงน ในเนอหารายงานจะมขอมลเกยวกบการรไซเคลเพอสรางเปนสงประดษฐทพวกเราสนใจ จะม

การแบงเปนหวขอยอยๆคอ ทมาและความส าคญของโครงงาน วตถประสงค การด าเนนงานวธการท า และ

ผลประโยชนทจะไดรบจากการท าโครงงานในครงน

วธการด าเนนงาน มการประชมวางแผนศกษาหาความรเรองการผลตกระเปาจากเสอผาทใชแลว จาก

อนเตอรเนต และลงมปฏบตประดษฐกระเปาจากเสอผาทใชแลว สรปผลและรายงานโครงการ

ผลการด าเนนงาน จากผลการตรวจสอบคณภาพและประสธภาพการใชงาน โดยการทดลองไปใชใส

สงของ ผลปรากฎวา ใสสงของไดอยางมประสทธภาพและเปนประโยชนมากขนหลลงจากถกแปรรปแลว

เนอหาของรายงานเลมนมาจากการศกษาคนควาหาขอมลจากแบบเรยน หนงสอ และอนเทอรเนต รวมถง

เนอหาสรปของแนวคดและการด าเนนงานโปรเจคครงน ผจดท าคาดวารายงานเลมนจะสามารถเปนประโยชนตอ

ผอานและผทก าลงคนควาหรอสนใจในหวขอเหลาน หวงวาผอานจะไดน ารายงานไปใชใหเกดประโยชนไดสงสด

เปนแนวในการศกษาตอไปในอนาคต หากรายงานนขอผดพลาดหรอขอผดพลาดประการใด ทางผจดท าตองขอรบ

และขออภยมา ณ ทนดวย

กตตกรรมประกาศ

โครงงานประดษฐ เรอง ถงผาจากเสอใชแลว ไดค าปรกษาขนตอนการท าโครงงาน การเขยนรายงาน

โครงงาน และ ไดรบค าแนะน าจาก อาจารย อจฉรา เกงบญชา ดวยดมาตลอด และ ผปกครอง ของ นาย มททวะ

วฒนากลชย ทอ านวยความสะดวกในเรองของสถานทในการท าสงประดษฐ คณะผจดท าขอขอบพระคณเปนอยาง

สง ณ โอกาสนดวย

คณะผจดท า

สารบญ

เรอง หนา

บทท1 บทน า 1

ทมาและความส าคญของโครงงาน 1

วตถประสงคของการศกษาคนควา 1

สมมตฐานและตวแปรของการศกษา 1

ขอบเขตโครงงาน 2

แผนปฏบตงาน 2

ผลทคาดวาจะไดรบ 3

บทท2 เอกสารทเกยวของ 4

สงแวดลอม 4

ปญหาสงแวดลอม 5

การอนรกษสงแวดลอม 6

เศรษฐกจพอเพยง 8

พระราชด าร(ร.9) 8

วธการท ากระเปาจากเสอใชแลวเบองตน 9

บทท3 อปกรณและวธการศกษา 11

การออกแบบ 11

เครองมอทใชการศกษา 12

ตวอยางงานจากอนเตอรเนต 12

วธการศกษาคนควา 14

วธการด าเนนงาน 15

บทท4 ผลการศกษาและอภปรายผลการศกษา 17

ผลการศกษา 17

ปญหาทพบเจอระหวางการท าโครงงาน 17

บทท5 สรปผลการศกษา 18

สรปผลการศกษา 18

ประโยชนทไดจากโครงงาน 18

ขอเสนอแนะ 18

เอกสารอางอง 19

บทท 1

บทน า

ทมาและความส าคญของโครงงาน:

ในวชาThai Social Studies I พวกเราไดศกษาเกยวกบทรพยากรธรรมชาต สงแวดลอม และ

ปญหาสงแวดลอม รวมถงความรเรองหลกการอนรกษสงแวดลอมอยางหลก 7R อกทงยงไดศกษาเกยวกบ

หลกการทรงงานของพระบาทสมเดจพระเจาอยหวรชกาลท 9 ซงมความสอดคลองกบการอนรกษธรรมชาต

หลงจากการศกษาและท าความเขาใจถองแท เราไดเหนความส าคญของหลกการเหลานจงไดรเรมโครงงานทม

ความเกยวของกบเนอหาทพวกเราเรยน โครงงานของเราคอการสรางสงประดษฐจากของทใชแลว ซงกเปนไปตาม

R5 ของหลกการ 7R คอ การน าไปผลตขนใหม (Recycle) เราจงคดทจะน าเสอผาทไมใชแลวมาประดษฐ

เปนสงทนาจะเปนประโยชนมากกวา โดยเราเลอกท ากระเปาผาเพราะมประโยชนและเหมาะกบผคนทกวย

โดยเฉพาะนกเรยนนกศกษาอยางพวกเรา

วตถประสงคของการศกษาคนควา:

น าเสอทไมใชมาดดแปลงเปนกระเปาสวยๆทสามารถน าไปใชตอไดซงเหมาะกบเดกวยเรยนหนงสออยาง

พวกเราเปนอยางมาก และทส าคญยงเปนสงทผคนทวไป ทกวย สามารถน าไปใชได ขอดของโครงงานนคอเปน

การน าสงทไมไดถกใชใหเกดประโยชนอกตอไปมาแปรรปใหมใหเปนสงประดษฐชนใหมทมประโยชนมากขน

ถาหากพวกเราไมน าเศษเสอผาเหลานมาแปรรปใหม เศษผาเหลานกจะหมดประโยชนและถกทงไปในทสด

นอกจากจะไมสรางประโยชนและยงกอมลพษทางขยะ ท าลายธรรมชาตทางออมอกดวย จงไมใชเรองยากเลยท

พวกเราจะหาวธการงายๆมาแปรรปดดแปลงเศษผาใหกลายเปนกระเปาสวยๆใหนาใชมากขน

สมมตฐาน

เศษผาทไมใชแลวสามารถน ามาท าเปนกระเปาผาได

ตวแปรของการศกษา

ตวแปรตน ประเภทและชนดของผาทน าไปใช

ตวแปรตาม กระเปาจากเศษผาทใชแลว

1

ขอบเขตโครงงาน

1. เรอง โครงงานประดษฐกระเปาจากเศษผาใชแลว

2. ระยะเวลาทท าในโครงงานวนท 2-25 พฤษภาคม 2560

แผนปฏบตงาน:

วนท เดอน งานทปฏบต ผรบผดชอบ หมายเหต

19 เม.ย. 60 หาขอมลและคดสงประดษฐ

ทกคน -

19 เม.ย. 60 เขยนรายงาน (ทมาและความส าคญ, ผลทคาดวาจะไดรบ)

จะจา -

20 เม.ย. 60 เขยนรายงาน

(วตถประสงคของการศกษาคนควา)

ลลล -

20 เม.ย. 60 เขยนรายงาน (วธการด าเนนงาน, แหลงอางอง)

กอลฟ, ลลล, จะจา -

20 เม.ย. 60 หาไอเดยและออกแบบคราวๆ

ทอฝน, ภม, ปงปง -

ท าสงประดษฐ ทอฝน, ภม, ปงปง -

เขยนรายงาน ทกคน -

ท าสไลดส าหรบน าเสนองาน

กอลฟ, ลลล, จะจา -

2

ผลทคาดวาจะไดรบ:

ไดรบผลงานสงประดษฐใหมๆทเปนการน าสงทไมใชประโยชนแลวมาท าใหเกดประโยชนมากขน

ผลงานชนนอาจเปนแนวทางตอใหกบคนอนๆโดยเฉพาะอยางยงเยาวชนรนใหมไดเขาใจในหลกการทรงงานของ

พระบาทสมเดจพระเจาอยหวรชกาลท 9 และยงชวยตอกย าในผคนเหนถงความส าคญของการอนรกษสงแวดลอม

รวมทงปญหาทก าลงเกดขนอย

3

บทท 2

เอกสารทเกยวของ

ในการท าโครงงานครงเปน เปนโครงงานเพอการเรยนรโดยจะเกยวของเนอหาการเรยนและแนวคดทพวก

เราไดรบ เนอหาเรยนของรายวชา Thai Social Studies I ทมความสอดคลองกบโครงงานของพวกเราคอ

สงแวดลอม ทรพยากรธรรมชาต และปญหาสงแวดลอม การแกไขปญหาสงแวดลอมดวยหลกการอนรกษ

สงแวดลอมอยางหลก 7R ซงพวกเราไดศกษาถงความแตกตางของการอนรกษใน7รปแบบซงสามารถท าไดงาย

ในชวตประจ าวนของพวกเรา นอกเหนอจากน โครงงานของเรายงมความเกยวของอยางยงกบหลกการทรงงานของ

พระบาทสมเดจพระเจาอยหวรชกาลท 9 โดยไดมการใหความส าคญถงธรรมชาตและสงแวดลอมดวยเชนกน

สงแวดลอม

สงแวดลอมคอ สงตางๆทอยลอมรอบตวพวกเราโดยรวมกนเปนองคประกอบเรยกกวาสภาพแวดลอม ถก

จ าแนกออกเปน2แบบหลกๆคอ สงแวดลอมตามธรรมชาตและสงแวดลอมทเกดจากมนษย สงแวดลอมตาม

ธรรมชาตเปนสงทเกดขนเองตามธรรมชาตโดยทมนษยไมไดมสวนเกยวของตอการเกด ยกตวอยางเชน พช สตว

อากาศ ดน น า และอาจถกจ าแนกยอยไปอกเปน ชวภาพและกายภาพ ซงชวภาพหมายถงมชวตแตกายภาพหมายถง

ไมมชวต สงแวดลอมทเกดจากมนษยคอสงทเกดจากการกระท าของมนษย ซงมกจะเปนการสรางเพอใชอ านวย

ความสะดวกสะบายในการด ารงชวตของมนษยโดยเกดจากการประดษฐหรอดดแปลง ถกแบงยอยออกเปนสงท

สมผสไดหรอรปธรรมเชน รถยนต บาน ของใช และสงทสมผสไมไดหรอนามธรรมเชน ศาสนา ความเชอ

ระเบยบ ประเพณ กฎหมาย

4

ทรพยากรธรรมชาตคอสงทมอยแลวตามธรรมชาต ซงมนษยไดน าไปใชประโยชนเพอตอบสนองความ

ตองการและความสะดวกสบาย โดยถกแบงออกเปน กลมทรพยากรธรรมชาตทใชไมหมดคอมปรมาณมากเกน

ความตองการซงธรรมชาตสามารถผลตมาไดเรอยๆ เชน อากาศ ทราย ทรพยากรธรรมชาตทสามารถสรางมา

ทดแทนได คอเมอใชแลวธรรมชาตยงสามารถสรางมาทดแทนไดเชน ดน น า ปาไม สตวปา และ

ทรพยากรธรรมชาตทใชแลวหมดไปหรอมอยจ านวนจ ากด คอไมสามารถสรางเพมขนมาไดหรอใชระยะเวลานาน

ในการสราง เชน ถานหน แกสธรรมชาต

ปญหาสงแวดลอม

ปญหาสงแวดลอม หมายถง ปญหาตาง ๆ ทเกดขนในชวลย (Biosphere) มผลกระทบตอคณภาพ

ชวต ทกปญหาทเกขนเกยวพนกนอยางเปนระบบ

เปนปญหาทส าคญในโลกปจจบนซงเปนผลโดยตรงจากการกระท าของมนษยอนเนองมาจากความ

ตองการพนฐานและความตองการความสะดวกสบายในดานตาง ๆ กระตนใหมนษยพฒนาความกาวหนาทาง

วทยาศาสตรและวทยาการในการน าทรพยากรธรรมชาตใชอยางสะดวกสบายและงายยงขน อกทงมการพฒนกระ

บวนการผลตทางดานอตสาหกรรมเพอผลตสนคาทงทเปนสนคาประเภททน และสนคาบรโภคซงกระบวนการ

ผลตนเองทกอใหเกดของเสยออกสงแวดลอมเชน ปญหาน าเสย ปญหาอากาศเปนพษ ปญหาดานเสยง และผลของ

การบรโภคกท าใหเกดของเสยกระจายสสงแวดลอมในรปของขยะมลฝอย น าเสย อากาศเปนพษ ฯลฯ

5

การอนรกษสงแวดลอม

ในปจจบนมวตถประสงคหลกอย 4 ประการ คอ

1. เพอธ ารงไวซงปจจยส าคญของระบบสงแวดลอมทมอทธพลตอมนษยและสตว และระบบสนบสนน

การด ารงชวต เปนการปรบปรงปองกนพนทเพอการเพาะปลก การหมนเวยนแรธาตอาหารพช

ตลอดจนการท าน าใหสะอาด

2. เพอสงวนรกษาการกระจายของชาตพนธ ซงขนกบโครงการขยายพนธตาง ๆ ทจ าเปนตอการ

ปรบปรงการปองกนธญพช สตวเลยง และจลนทรยตาง ๆ รวมทงสงประดษฐทางวทยาศาสตร

เทคโนโลยตลอดจนการคมครองอตสาหกรรม นานาชาตทใชทรพยากรทมชวตเปนวตถดบ

3. เพอเปนหลกประกนในการใชพนธพชสตวและระบบนเวศเพอประโยชนในการยงชพตามความ

เหมาะสม

4. เพอสงวนรกษา โบราณสถาน โบราณวตถ ศลปกรรม ซงเปนมรดกล าคาไวไปยงอนชนรนหลง

รวมทงระบบสงแวดลอมอน ๆ ทมนษยสรางขน

จากวตถประสงคการอนรกษดงกลาวเปนเครองชใหเหนถงความจ าเปนทจะตองมการอนรกษสงแวดลอม

ไวเนองจาก

1. ทรพยากรธรรมชาต ทมความจ าเปนในการยงชพและการพฒนา

2. ความตองการทจะก าหนดวธปฏบตทถกตองเพอปองกน และแกปญหาการอนรกษทส าคญ

3. สมรรถภาพของการอนรกษทวประเทศและระหวางประเทศยงขาดจากการจดการและประสานงานท

4. โบราณสถาน ศลปวฒนธรรม ไดถกท าลายอยางมาก จากการกระท าของมนษย จากการพฒนาตาง ๆ

หลกการอนรกษสงแวดลอมแนวทางการอนรกษสงแวดลอม จะตองครอบคลมปญหาใหญ คอปญหา

ทรพยากรธรรมชาตเสอมโทรมถกท าลาย ปญหาสงแวดลอมเปนพษและปญหาสงแวดลอมดงกลาวม

ความส าคญซงตวการส าคญทกอใหเกดปญหากคอมนษยนนเอง

ส าหรบแนวทางการอนรกษสงแวดลอมโดยทวไปนนสามารถกระท าไดโดยกวาง ดงน

1. การใหการศกษาเผยแพรประชาสมพนธ เพราะการแกปญหาสงแวดลอมจรง ๆ นนมใชการหยดการ

ขยายตวทางเศรษฐกจหรอการปฏเสธเทคโนโลย แตความส าคญนนอยทการเปลยนทศนคตของคนเพอให

6

เขาสามารถเปลยนพฤตกรรมไปในทศทางสงเสรมคณภาพสงแวดลอม โดยอาศยวธการทก ๆ ชนด

รวมทงการเผยแพรประชาสมพนธเพอใหเขาถงตวประชาชนใหมากทสด

2. การปรบปรงคณภาพ เปนวธการตรงทชวยแกปญหาการขาดแคลนทรพยากรและภาวะแวดลอมเสอม

โทรม

3. การลดอตราการเสอมสญ การบรโภคของมนษยในปจจบนในหลายประเภทมกจะบรโภคทรพยากรกน

อยางฟ มเฟอยและไมคอยไดใชใหอยในขอบเขตจ ากด มกจะมทศนคตตอการบรโภคในลกษณะทวา

สามารถบรโภคไดสงสดจะท าใหมความสขทสด ทศนคตเชนนจะท าใหปาไมถกท าลายเชน การตดหนง

ตนแทนทใชประโยชนจากตนไมทก ๆ สวนแตกลบใชประโยชน เฉพาะสวนทเปนตนเทานนทเหลอ

เชน กง ใบ หรอ สวนอน เชนสวนทเปนตอมกจะถกทงไป อนทจรงแลวสวนเหลานสามารถทจะ

น ามาใชประโยชนไดทงนน ไมควรทงขวาง เปนตน

4. การน ากลบมาใชประโยชนใหม การผลตวสดเครองใชตางๆ ยอมมสวนเปนเศษเรยกกนวาเศษวสด เชน

เหลก อลมเนยม สงกะส ทองแดง ตะกว พลาสตก กระดาษ สงเหลานสามารถทจะน ามาใชประโยชนได

ใหมอก โดยเกบรวบรวมแลวน ามาใชประโยชนไดใหมอกโดยเกบรวบรวมแลวน าเอาไปหลอมใหม

5. การใชสงทดแทน ทรพยากรทใชประโยชนไดดในอดตเรมรอยหรอลง เนองจากความตองการเกยวกบ

การบรโภคสงนนเอง ดงนนจงจ าเปนอยางยงทจะตองศกษา เพอหาลทางน าทรพยากรอน ทมคณภาพ

เหมอนกนหรอคลายคลงกนมาท าหนาทในงานประเภทเดยวกน

6. การใชสงทมคณภาพรองลงมา ธรรมชาตทรพยากรชนดเดยวกนอาจมคณภาพแตกตางกนออกไป เชน

พนธไมในปาซงมมากมายมคณภาพแตกตางกนออกไปบางชนดมเนอไมแขง เมอน ามาแปรรปกจะไดไม

ทมความแขงแรงทนทานตอสภาพดนฟาอากาศ มนษยจงนยมเลอกไมเหลานมาใชประโยชนกอน นานเขา

ไมเหลานคอยรอยหรอลงจนเกอบจะหมด ดงนนแนวทางหนงของการแกปญหากคอ การใชไมทม

คณภาพรองลงมา โดยการน าไมทมคณภาพรองลงมานนไปอบน ายาหรออาบน ายาทงนเพอรกษา คณภาพ

ของไมใหทนทาน ปองกนปลวก มอด เชอรา ซงมสวนท าใหไมผกรอน ใหใชไดนาน เทยบเทากบไม

เนอแขงทหมดไปในบางประเทศ ไมทจะน ามากอสรางจะตองอาบน ายาเสยกอนโดยเขาออก กฎหมาย

บงคบกนเลยทเดยว

7. การส ารวจหาทรพยากรใหม ๆ ปจจบนถงแมวาจะมการคนหาทรพยากรมาใชกนมากมายแลวกตาม แต

ทรพยากรในธรรมชาตนนยงมอยอกมากมาย ซงเชอกนวาถาหากมการส ารวจกนอยางจรงจงกนาจะพบ

ทรพยากรทสามารถน าใชประโยชนในการด ารงชพของมนษยอยอกมาก

8. การปองกน เปนวธการจดการโดยตรงเกยวกบการปองกนไมใหทรพยากรธรรมชาตทม อยในสงแวดลอม

รอยหรอรวดเรวเกนไปหรอปองกนมลสารหรอวตถเปนพษไม ใหแปดเปอนสงแวดลอมทมนษยอาศย

รวมทงโบราณสถานโบราณวตถในกรณทบรรยากาศมกาซพษหรอสารพษเจอปนน า ไมสะอาดไม

7

สามารถใชบรโภคไดเพราะมสงแปลกปลอมขนในรปของสารพษและ เชอโรคสงเหลานยอมอยใน

สงแวดลอม

เศรษฐกจพอเพยง

เศรษฐกจพอเพยง คอ ปรชญาทพระบาทสมเดจพระเจาอยหวรชกาลท9ทรงชแนวทางการด าเนนชวต

ใหแกปวงชนชาวไทย ในชวงตงแตกอนการเกดวกฤตเศรษฐกจ เพอมงใหพสกนกรไดด ารงชวตอยไดอยางย งยน

มนคง และปลอดภย ภายใตความเปลยนแปลงตางๆ ทเกดขนตามกระแสโลกาภวฒน อกทงพระองคยงไดทรง

พระราชทานความหมายของ เศรษฐกจพอเพยง เอาไวเปนภาษาองกฤษวา Sufficiency Economy ดง

พระราชด ารสทไดทรงตรสไวเมอวนท 23 ธนวาคม 2554

พระราชด าร(ร.9)

“...การพฒนาประเทศจ าเปนตองท าตามล าดบขน ตองสรางพนฐานคอ ความพอม พอกน พอใชของ

ประชาชนสวนใหญเบองตนกอน โดยใชวธการและอปกรณทประหยดแตถกตองตามหลกวชาการ เมอไดพนฐาน

ความมนคงพรอมพอสมควร และปฏบตไดแลว จงคอยสรางคอยเสรมความเจรญ และฐานะทางเศรษฐกจขนท

สงขนโดยล าดบตอไป...” (18 กรกฎาคม 2517)

“เศรษฐกจพอเพยง” เปนแนวพระราชด ารในพระบาทสมเดจพระเจาอยหว ทพระราชทานมานานกวา

30 ป เปนแนวคดทตงอยบนรากฐานของวฒนธรรมไทย เปนแนวทางการพฒนาทตงบนพนฐานของทางสาย

กลาง และความไมประมาท ค านงถงความพอประมาณ ความมเหตผล การสรางภมคมกนในตวเอง ตลอดจนใช

ความรและคณธรรม เปนพนฐานในการด ารงชวต ทส าคญจะตองม “สต ปญญา และความเพยร” ซงจะน าไปส

“ความสข” ในการด าเนนชวตอยางแทจรง “...คนอนจะวาอยางไรกชางเขา จะวาเมองไทยลาสมย วาเมองไทย

เชย วาเมองไทยไมมสงทสมยใหม แตเราอยพอมพอกน และขอใหทกคนมความปรารถนาทจะใหเมองไทย พออย

พอกน มความสงบ และท างานตงจตอธษฐานตงปณธาน ในทางนทจะใหเมองไทยอยแบบพออยพอกน ไมใชวา

จะรงเรองอยางยอด แตวามความพออยพอกน มความสงบ เปรยบเทยบกบประเทศอนๆ ถาเรารกษาความพออยพอ

กนนได เรากจะยอดยงยวดได...” (4 ธนวาคม 2517)

พระบรมราโชวาทน ทรงเหนวาแนวทางการพฒนาทเนนการขยายตวทางเศรษฐกจของประเทศเปนหลก

แต เพยงอยางเดยวอาจจะเกดปญหาได จงทรงเนนการมพอกนพอใชของประชาชนสวนใหญในเบองตนกอน เมอ

มพนฐานความมนคงพรอมพอสมควรแลว จงสรางความเจรญและฐานะทางเศรษฐกจใหสงขน ซงหมายถง แทนท

จะเนนการขยายตวของภาคอตสาหกรรมน าการพฒนาประเทศ ควรทจะสรางความมนคงทางเศรษฐกจพนฐานกอน

นนคอ ท าใหประชาชนในชนบทสวนใหญพอมพอกนกอน เปนแนวทางการพฒนาทเนนการกระจายรายได เพอ

สรางพนฐานและความมนงคงทางเศรษฐกจโดยรวมของประเทศ กอนเนนการพฒนาในระดบสงขนไป ทรงเตอน

8

เรองพออยพอกน ตงแตป 2517 คอ เมอ 30 กวาปทแลว แตทศทางการพฒนามไดเปลยนแปลง “...เมอป

2517 วนนนไดพดถงวา เราควรปฏบตใหพอมพอกน พอมพอกนนกแปลวา เศรษฐกจพอเพยงนนเอง ถาแตละ

คนมพอมพอกน กใชได ยงถาทงประเทศพอมพอกนกยงด และประเทศไทยเวลานนกเรมจะเปนไมพอมพอกน

บางคนกมมาก บางคนกไมมเลย...” (4 ธนวาคม 2541)

คณสมบตตามหลกการเศรษฐกจพอเพยงคอ

1. ความพอประมาณ หมายถง ความพอดทไมนอยเกนไปและไมมากเกนไป โดยไมเบยดเบยนตนเองและผอน

เชน การผลตและการบรโภคทอยในระดบพอประมาณ

2. ความมเหตผล หมายถง การตดสนใจเกยวกบระดบความพอเพยงนน จะตองเปนไปอยางมเหตผล โดย

พจารณาจากเหตปจจยทเกยวของ ตลอดจนค านงถงผลทคาดวาจะเกดขนจากการกระท านนๆ อยางรอบคอบ

3. ภมคมกน หมายถง การเตรยมตวใหพรอมรบผลกระทบและการเปลยนแปลงดานตางๆ ทจะเกดขน โดย

ค านงถงความเปนไปไดของสถานการณตางๆ ทคาดวาจะเกดขนในอนาคต

โดยม เงอนไข ของการตดสนใจและด าเนนกจกรรมตางๆ ใหอยในระดบพอเพยง 2 ประการ ดงน 1. เงอนไข

ความร ประกอบดวย ความรอบรเกยวกบวชาการตางๆ ทเกยวของรอบดาน ความรอบคอบทจะน าความรเหลานน

มาพจารณาใหเชอมโยงกน เพอประกอบการวางแผนและความระมดระวงในการปฏบต

2. เงอนไขคณธรรม ทจะตองเสรมสราง ประกอบดวย มความตระหนกใน คณธรรม มความซอสตยสจรตและม

ความอดทน มความเพยร ใชสตปญญาในการด าเนนชวต

วธการท ากระเปาจากเสอใชแลวเบองตน

1. ใชปากกาเขยนผาวาดแบบในเสอผาทเราตองการตดเยบตดเสอ

2. ผาทไมใชแลวเปนรปทรงกระเปาตามแบบทรางเอาไว ตดผาซบในและผาส าหรบท าตวกระเปาดานนอก

ขนาด 12 x 13 นว อยางละ 2 ชน จากนนตดสเหลยมจตรสขนาด 1.5 นวบรเวณมมผาดานกวางทง

2 ดาน

3. ตอไปเปนการท าหวงส าหรบรอยสายกระเปา ใหตดผาลายตาสบปะรดขนาด 6 x 1.5 นว แลวพบครง

โดยหนดานผดเขาหากน พรอมทงรดใหเกดรอย จากนนคลออก แลวพบรมทง 2 ขางมาบรรจบกน

บรเวณรอยพบตรงกลาง พบทบกนอกครง และเยบตลอดแนวยาว

4. ตดชนงานในขอท 2 ออกเปน 2 ชนเทากน จากนนพบครง แลวน าไปเยบตดกบผาตวกระเปาดาน

นอกเหนอรอยตดรปสเหลยมประมาณ ¾ นว ดงภาพ

9

5. จะเปนกระเปาหรดได กตองมชองใสสายกระเปา จดการตดผาสเขยวขนาด 2.75 x 12 นวจ านวน 2

ชน แลวพบรมดานกวางทง 2 ขางเขามา 2 ทบ (ทบละ ⅜ นว) เยบใหเรยบรอย จากนนพบรมดานยาว

ขางใดขางหนงขนมา ½ นว

6. น าชองใสกระเปาทงสองชนไปเยบตดกบบรเวณตรงกลางดานบนของผาตวกระเปา โดยจดวางใหรมผา

สวนทยงไมไดพบแนบไปกบรมผาตวกระเปา จากนนเยบทบรมดานยาวทคณพบเอาไวในขอท 4

7. จบผาตวกระเปาทง 2 ชนประกบกน โดยหนดานผดออกมาขางนอก จากนนเยบรบดานขางและดานลาง

8. จบจบบรเวณกนกระเปา เพอใหเกดมมทสวยงาม ควรระมดระวงใหตะเขบกลางกนกระเปาและตะเขบ

ดานขางตรงกนพอดบพอด กระเปาจะไดไมเบยว

9. ท าซ าตามขอ 6-7 อกครง แตคราวนใหใชผาซบในทไดตดไวแลวแทน แตส าหรบผาซบใน คณตองเวน

ชองบรเวณกนกระเปาไวส าหรบกลบผาดวย

10. ตดผาขนาด 12 x 5.5 นวจ านวน 4 ชน แลวจงรดผากาวตดดานผดของชนงาน

11. จดวางใหขอบของตวกระเปาและซบในเสมอกน เยบทบรมชนงานโดยรอบโดยเวนขอบ ½ นว

อกครง จากนนกลบชนงานดานถกออกมาทางชองกลบผา แลวเยบปดชองนใหเรยบรอย

12. ตดผากนยาว 70 นว จ านวน 2 ชน พบครงจนเหลอความกวาง 1.5 นว แลวเยบตลอดแนว

ยาว จากนนหยบขนมา 1 ชน และสอดปลายแตละดานเขาไปทางดานซายของชองดานบนทง 2 ชอง

รวบชายผากนมาไวดานขวา โดยกะใหชายผากนแตละดานยาวเทาๆ กน

13. สอดปลายผากนอกชนเขาไปในชองดานบน โดยท าสลบดานกบขอ 19

14. มดปมใหเรยบรอย

15. การตกแตงโดยใชลกปดทไมใชแลว และ ท าลกปอมปอมจากเศษไหมพรม

10

0

บทท 3

อปกรณและวธการศกษา

การออกแบบ:

11

เครองมอทใชการศกษา:

1. เศษผาทไมใชแลว เสอยดตวเกา

2. เขม

3. ดาย

12

4. ปากกาเขยนผา

5. กรรไกร

6. ลกปด เศษไหมพรมทไมใชแลว

13

7. เชอก

ตวอยางงานจากอนเตอรเนต:

วธการศกษาคนควา:

1.คนหาขอมลเบองตนเชน หาตวอยางงานประดษฐรไซเคล

2.พดคยเลอกสงประดษฐทจะท า

14

3.พดคยวางแผนและแบงงาน

4.รางและออกแบบสงประดษฐ

5.หาอปกรณ

6.ท าสงประดษฐ

7.จดบนทกขนตอนและสรปงาน

8.เขยนรายงาน

9.ท าสไลดส าหรบน าเสนอ

10.ซอมเตรยมน าเสนอ

11.น าเสนอพรอมสงรายงาน

วธการด าเนนงาน:

1. เตรยมวสดและอปกรณ โดยเลอกสเสอทชอบมาท าถาหากมเสอทไมใชหรอทจะทงเยอะ

2.เลมตดแขนเสอหรอสวนทไมตองการออก ใหเหลอแตสวนตรงกลาง โดยขนาดเสออาจสงผลตอขนาดกระเปา

3. น าผามาเยบปลายขอบดวยเครองจกรเพอทจะสามารถเปนรใหใสเชอกเขาไปได เยบบรเวณขอบรอบๆใหเปน

ปากถง ซงขนตอนนจะตองเนนใหกระเปาผามความแขงแรง

15

4. รอยเชอกใสบรเวณรผาทเยบไว แลวมดปลายเขาดวยกน

5.ทดสอบความทนทานของสงประดษฐกอนวาควรจะปรบแกตรงสวนไหนเพมหรอไม

6.ตกแตงตามใจชอบโดยอาจใชเศษผาสชนเลกๆหรอวสดเหลอใชอนๆมาเยยแปะได เชนน าเศษผาเลกๆสสวยๆมา

เยบแปะดานหนาประเกาใหเปนกระเปาชองเลกๆดานหนา

16

บทท 4

ผลการศกษาและอภปรายผลการศกษา

ผลการศกษา

จากการปฏบต กลมขาพเจาพบวา การน าผามาดดแปลงเปนกระเปาผาเพอความประหยดตามปรชญา

เศรษฐกจพอเพยงนน ไดผลทดอยางมากเนองจากผลงานประดษฐออกมาสวยงามอกทงยงไดใชความสามารถและ

เรยนรการท างานอยางมประสทธภาพ นอกจากนนเรายงสามารถน าบทเรยนมาวเคราะหเชอมโยงและดดแปลงให

เขากบเนอหาและจดประงสงคของโครงงานเพอใหเกดประโยชนสงสดโดยกลมของเราไดน าผาทใชแลวมาแปรรป

ใหมจนไดผลงานออกมาเปนประเปาทสวยงามและนาใช

ปญหาทพบเจอระหวางการท าโครงงาน

1. ผาทน ามาใชมไมคอยมคณภาพ

นบวาเปนเรองยากส าหรบพวกเราทจะหาเศษผาหรอเสอผาทไมใชแลวแตยงมคณภาพทดอยซง

ตองแขงแรงพอและไมขาดงายจนเกนไปส าหรบการน าไปแปรรปเปนกระเปาในการบรรจของเครองใช

วตถดบในการท าจงมไมมากนกพวกเราจงตองมการวางแผนในการจดการใหดพอเพอไมใหวตถดบทเราม

นนสญเปลา

2. มความช านาญในการท าไมมากพอ

ทกษะดานการเยบปกถกรอยกเปนอกปจจยหนงทส าคญมากของโครงงานน แตพวกเรายงไม

ช านาญดานการเยบปกถกรอยมากนกจงท าใหพวกเราใชเวลาพอสมควรในการประดษฐกระเปาหนงใบ

17

บทท 5

สรปผลการศกษา

สรปผลการศกษา:

จากการท าโครงงานประดษฐกระเปาจากเสอใชแลวสอดคลองกบวตถประสงคของพวกเราซงคอการน า

ของทหมดประโยชนแลวมารไซเคลโดยประดษฐเปนสงของใหมๆ ซงเกยวของหลกการเศรษฐกจพอเพยง คอใช

สงของอยางพอดไมทงขวาง ถาหากไมสามารถใชตอไดแลว เรากสามารถแปรรปเปนสงอนเพอใหเราสามารถใช

ประโยชนไดอกครง

ประโยชนทไดจากโครงงาน:

โครงงานนเปนประโยชนในการลดขยะทเกดจากเสอผาทใชแลว เนองจากคนหลายๆคนอาจน าไปทงเลย

หรอท าเปนผาขรวซงใชเพยงไมนานกตองทง ไมไดประโยชนมากเทาทควร ดงนนโครงงานนจงท าใหเราได

กระเปาใบใหมทจะยงสามารถใชประโยชนไดอกนานมประสทธภาพในการบรรจสงของ และยงเปนการประหยด

เงนทจะใชไปซอกระเปาอกดวย

โครงงานนตอบโจทยหลกการเศรษฐกจพอเพยง โดยเปนตวอยางของการไมฟ มเฟอย ดงนนจงตรงกบ

หลกเศรษฐกจพอเพยง เรอง พออย พอกน และการเดนทางทางสายกลาง หลกการของการมเหตผล คอใชของเพอ

ประโยชนสงสด รวมกบค านงถงเรองของการไมสรางขยะเพม พอประมาณ คอการใชเงนอยางพอด บางสง

บางอยางไมจ าเปนตองใชเงนซอสงเปลอง การมภมคมกนในตว คอไมตองซอของสนเปลอง อาจเรยกไดวาม

ภมคมกนจากการซอสนคาแพงๆ ปจจยเงอนไขความร คอตองมความรเรองการประดษฐ วธการท าการเลอกสรร

อปกรณ วธการใชใหไดนานๆ และวธเกบรกษา สวนเงอนไขคณธรรม คอการไมเบยดเบยนผอน หมายถงไมไป

เอาของคนอนมาโดยไมไดรบอนญาต หรอน าเสอผาทคนอนทยงไมทงมาประดษฐ

ขอเสนอแนะ:

ในอนาคตนน เราอาจสามารถปรบปรงผลงานสงประดษฐของเราใหสวยงามและมประสทธภาพมากขน

โดยอาจหาวสดมาเพมถาหากมระยะเวลามากพอ และเรายง

สามารถออกแบบกระเปาในรปแบบใหมๆไดเชนอาจมการปรบขนาดของกระเปา รวมถงรปทรง เพอใหมความ

แตกตางกนและใชไดสะดวกในสถานะการณทแตกตางกน เชนกระเปาใบเลกอาจเหมาะแกการพกพามากกวา

กระเปาใบใหญ

18

เอกสารอางอง

http://lumpinicommunity.lpn.co.th/bag/ : วนท 2 พฤษภาคม 2560

https://www.dek-d.com/nugirl/35519/ : วนท 2 พฤษภาคม 2560

http://p-dit.com/2015/01/26/6380/ : วนท 2 พฤษภาคม 2560

http://population1.wikispaces.com/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8

%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8

%99%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8

%A9%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8

%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9

%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1 : วนท 2 พฤษภาคม 2560

https://sites.google.com/site/kikkok1501/bth-thi-1-chiwit-laea-sing-

waedlxm/--payha-sing-waedlxm : วนท 9 พฤษภาคม 2560

http://guru.sanook.com/4238/ : วนท 9 พฤษภาคม 2560

http://www.blisby.com/blog/how-to-pineapple-drawstring-backpack/ : วนท

9 พฤษภาคม 2560

http://www.chaipat.or.th/site_content/34-13/3579-2010-10-08-05-24-

39.html : วนท 9 พฤษภาคม 2560

https://singvedlom.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8

%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8

%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8

%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8

%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1-2/ : วนท 9

พฤษภาคม 2560

19

top related