chapter 9 ...

Post on 11-Jul-2015

77 Views

Category:

Education

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

สมาชกในกลมสมาชก

2.นายสหภาพ เนาวะราช รหส 563050144-8

1.นายทตพงศ นนยะโส รหส 563050094-7

3.นายศภรตน บญคม รหส 563050394-5

4.นายไกรวฒ เทศประสทธ รหส 563050073-5

สถานการณปญหาครพลกต เปนครทพ งมาบรรจใหมหลงจากทรายการตวตอส านกงานเขตพนทการศกษา

ประจ าจงหวดทสงกดแลวกไปรายงานตวตอโรงเรยนซงเปนโรงเรยนประจ าจงหวด ผอ านวยการโรงเรยนมอบหมายใหครพลกตสอนในระดบชนมธยมศกษาปท 5 และเปนหองเดกเกงดวย ยงท าใหครพลกตรสกไมมนใจในการสอนวาตนเองจะสามารถท าไดดหรอไมและนกเรยนจะสนกหรอสนใจในวธการสอนของตนเองหรอไม ทส าคญคอนกเรยนหองนมลกษณะทชอบคนควา หาความร กจกรรมทเนนใหปฏบตไดลงมอกระท า ฝกคดหรอททาทายการท างานนกเรยนจะชอบมาก อกทงยงเรยนพเศษแบบเขมขนเนอหาในหนงสอเรยนสวนใหญนกเรยนจะรและท าความเขาใจอยางลกซงมากอนแลว แตทสงเกตไดชดคอนกเรยนจะแขงกนเรยน ท างานกลมไมคอยประสบความส าเรจเทาทควร ซงผอ านวยการโรงเรยนฝากความหวงไวทครพลกตเพอชวยพฒนาและแกปญหาการเรยนรของนกเรยนในชนมธยมศกษาปท 5 หองนใหได

ภารกจ

1. ครพลกตจะมหลกในการเตรยมความพรอมเพอใหสามารถจดการเรยนรใหมประสทธภาพไดอยางไร2. ใหวเคราะหวาจะเลอกใชสอหรอวธการจดการเรยนรแบบใดจงจะสอดคลองกบลกษณะการเรยนรของผเรยนตามสถานการณทก าหนดให

คดออกแลว

1. ครพลกตจะมหลกในการเตรยมความพรอมเพอใหสามารถจดการเรยนรใหมประสทธภาพไดอยางไร

ในการเตรยมความพรอมทจะสอนนกเรยนนนจะตองมการเตรยมสงตางๆ ดงน1.การเตรยมสอการเรยนร2.การเตรยมสงแวดลอมทางการเรยนร3.การเตรยมผเรยน4.การด าเนนการตามบทเรยน

1.การเตรยมสอการเรยนร

ผสอนจะตองเตรยมความพรอมของสอใหมความสอดคลองกบกระบวนการจดการเรยนรตามแผนทไดออกแบบไว ในขนตอนการเตรยมความพรอมของสอจะเรมตงแตการคดเลอกสอทใชในการน าเสนอความร การพฒนาหรอปรบปรงสอเพอใหสามารถใชงานได ตลอดจนการออกแบบและพฒนาสอการเรยนรข นมาใหม ในการใชสอนนผสอนอาจแบงออกเปน 3 ชวง คอ

1.กอนการจดการเรยนร เปนชวงการเตรยมความพรอมใหสมบรณในทกสวน ไดแก ตรวจสอบความพรอมของสอ ฝกใชสอใหช านาญ เกบสอไวในททสามารถใชงานไดงาย2.ระหวางการจดการเรยนร มการเนนสาระส าคญในสอทสอน3.หลงการจดการเรยนร มการใหท าโครงงานหรอกจกรรม

2.การเตรยมสงแวดลอมทางการเรยนร

ผสอนจะตองจดเตรยมสงแวดลอมสถานททใชในการเรยนใหมประสทธภาพมากทสดเพอทนกเรยนสามารถทจะเกดการเรยนรไดอยางสงสด เชน การเตรยมอปกรณตางๆในหองใหเรยบรอย การจดเตรยมหองใหนาเรยน เปนตน

3.การเตรยมผเรยน

การเตรยมผเรยนอาจเรมดวยการใหมโนมตทางการเรยน (Advance

organizer) ลวงหนากอนเรยน โดยการจดท าโครงเรองเนอหาใหผเรยนศกษาลวงหนาการแนะน ากจกรรมการเรยน หรอการใหสารสนเทศทส าคญกอนการจดการเรยนรเพอสงเสรมทกษะ ความรและทศนคตทดตอการเรยน โดยมเปาหมายทส าคญคอการท าใหผเรยนใสใจ และสรางความตองการทจะเรยนรจากสอหรอวธการทครจดไวในบทเรยน(Ausubel, 1968)

4.การด าเนนการตามบทเรยน

มข นตอนดงน1.การใหกจกรรมการเรยนรทชดเจน2.การก าหนดขนตอนในการเรยนร3.การสรางแรงจงใจในการเรยน4.การตงค าถามในระหวางเรยน

2. ใหวเคราะหวาจะเลอกใชสอหรอวธการจดการเรยนรแบบใดจงจะสอดคลองกบลกษณะการเรยนรของผเรยนตามสถานการณทก าหนดให

ควรใชสอแบบรวมมอเพราะวานกเรยนหองนเปนนกเรยนทแขงกนเรยนควรทจะท างานเปนกลมควรรวมมอรวมใจกนเรยน

เปนกลยทธในการจดกจกรรมการเรยนการสอนทจดใหนกเรยนเรยนดวยกนเปนกลมเลกแบบคละความสามารถ ใหท างานรวมกน ชวยเหลอกนในการผสมผสานความรทม อยเดมกบความรใหม และคนพบความหมายของสงทศกษาดวยกลม โดยท ากจกรรมในการสบคน (Explore) อภปราย (Discuss) อธบาย (Explain) สอบสวนแนวความคดและแกปญหารวมกนในกลม เพอบรรลจดมงหมายรวมกน เปนวธเรยนวธหนงทก าลงไดรบความสนใจและน าไปประยกตในการเรยนการสอนทกวชาและทกระดบชน รปแบบการเรยนแบบรวมมอทเปนทยอมรบกนแพรหลาย มดงตอไปน

การเรยนแบบรวมมอ

1. STAD (Student Teams -Achievement Division) เปนรปแบบการเรยนรมเปาหมายเพอพฒนาการสมฤทธพลของการเรยนและทกษะทางสงคมเปนส าคญ

2. TGT (Team Games Tournament) เปนรปแบบทคลายกบSTAD แตเปนการจงใจในการเรยนเพมขน โดยการใชการแขงขนเกมแทนการทดสอยอย

3. TAI (Team Assisted Individualization) เปนรปแบบการเรยนทผสมผสานแนวคดระหวางการรวมมอในการเรยนรกบการสอนเปนรายบคคล(Individualized Instruction) รปแบบของ TAI เปนการประยกตใชกบการสอนคณตศาสตร

4. CIRC (Cooperative Integrated Reading and

Composition)

เปนรปแบบการเรยนแบบรวมมอแบบผสมผสาน ทมงพฒนาขนเพอสอนการอานและการเขยนส าหรบนกเรยนประถมศกษาตอนปลายโดยเฉพาะ

5. Jigsaw ผทคดคนการเรยนการสอนแบบ Jigsaw เรมแรกคอElliot – Aronson และคณะ (1978) หลงจากนน สลาวนไดน าแนวคดดงกลาวมาปรบขยายเพอใหสอดคลองกบรปแบบการเรยนแบบรวมมอมากยงขน เปนรปแบบทเหมาะสมกบวชาทเกยวของกบการบรรยาย เชนสงคมศกษาวรรณคดวทยาศาสตรในบางเรอง รวมทงวชาอนๆ ทเนนการพฒนาความรความเขาใจมากกวาพฒนาทกษะ

6. Co – op Co – op เปนรปแบบทพฒนาโดย Shlomo และ Yael

Shsran ทใชในงานเฉพาะอยาง ลกษณะส าคญคอ สมาชกแตละคนในกลมยอยจะไดรบมอบหมายใหศกษาเนอหา หรอท ากจกรรมทตางกน ท าเสรจแลวน าผลงานมารวมกนเปนกลมรวมกนแกไขทบทวนแลวน ามาเสนอตอชนเรยน

7. การเลาเรองรอบวง (Round robin) เปนเทคนคการเรยนแบบรวมมอทเปดโอกาสใหสมาชกทกคนในกลมไดเลาประสบการณความรส งทตนก าลงศกษา สงทตนประทบใจใหเพอนๆในกลมฟงบทท 9 การเลอกใชสอและวธการจดการเรยนร

8. มมสนทนา (Corners) เรมตนจากการใหผเรยนกลมยอยแตละกลมเขาไปนงตามมมหรอจดตาง ๆของหองเรยน และชวยกนหาค าตอบส าหรบโจทยปญหาตางๆ ทครยกขนมา และเปดโอกาสใหผเรยนอธบายเรองราวทตนศกษาใหเพอนกลมอนฟง

9. คตรวจสอบ (Pairs Check) แบงนกเรยนเปนกลมละ 4 หรอ 6

คน ใหนกเรยนจบคกนท างาน คนหนงท าหนาทเสนอแนะวธแกปญหา อกคนท าหนาทแกโจทยเสรจขอท 1 แลวใหสลบหนาทกน เมอเสรจครบ 2 ขอ ใหน าค าตอบมาตรวจสอบกบค าตอบของคอนในกลม

10. คคด (Think-Pair Share) ครตงค าถามใหนกเรยนตอบ นกเรยนแตละคนจะตองคดค าตอบของตนเอง น าค าตอบมาอภปรายกบเพอนทนงตดกบตน น าค าตอบมาเลาใหเพอนทงชนฟง

11. รวมกนคด (Numbered Heads Together) เรมจากครถามค าถาม เปดโอกาสใหนกเรยนแตละกลมชวยกนคดหาค าตอบ จากนนครจงเรยกใหนกเรยนคนใดคนหนงจากกลมใดกลมหนงหรอทกๆกลมตอบค าถาม เปนวธการทนยมใชในการทบทวนหรอตรวจสอบความเขาใจ

12. การเรยนแบบรวมมอกบการสอนคณตศาสตร จอหนสนและจอหนสน (Johmson and Johmson, 1989) กลาววา การเรยนแบบรวมมอสามารถใชไดเปนอยางดในการเรยนคณตศาสตรเพอใหนกเรยนคดทางคณตศาสตรเขาใจการเชอมโยงระหวางมโนมตและกระบวนการ และสามารถทจะประยกตใชความรอยางคลองแคลว

Thank you!

Contact Address:

Prof. Somchai Doe

Tel:

Email:

www.kku.ac.th

top related